5 สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อชักโครก

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

ในปัจจุบันการใช้ส้วมแบบชักโครกนั้นมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตัวของชักโครกเองนั้นได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความสะอาด ความสะดวก มากที่สุดในระหว่างการใช้งาน รวมไปถึงมีการออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น ด้วยหลายๆ ปัจจัยนี้ทำให้การเลือกชักโครกเพื่อนำไปใช้งานกลายเป็นเรื่องที่มีคามละเอียดอ่อน และต้องให้ความใส่ใจมากพอสมควร เพราะถ้าเลือกใช้ชักโครกที่ไม่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้หายอย่างเลยทีเดียว

1. ชักโครกมีกี่ประเภท 

ถ้าแบ่งชักโครกตามรูปแบบการใช้งานของโถสุขภัณฑ์นั้นในปัจจุบันสามารถแบ่งชักโครกได้เป็น 3 ประเภทคือ 

  1. ชักโครกแบบตักราด เป็นชักโครกที่เวลาชำระล้างต้องใช้การตักน้ำราดลงไปในคอห่านด้วยตัวเอง โดยชักโครกแบบตักราดนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือแบบนั่งยองซึ่งชักโครกแบบนี้จะทำให้ห้องน้ำเปียกตลอดเวลา อีกทั้งยังไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุอีกด้วย  ส่วนชักโครกแบบตกราดอีกชนิดหนึ่งคือแบบนั่งราบนั่นเอง
  2. ชักโครกแบบพลัชวาล์ว  เป็นชักโครกประเภทที่ใช้แรงดันน้ำในการชำระของเสีย โดยชักโครกแบบนี้จะไม่มีถังพักน้ำด้านหลัง ทำงานโดยใช้แรงดันน้ำตรงจากท่อประปานั่นเอง ชักโครกแบบพลัชวาล์วเหมาะกับการติดตั้งในสถานที่สาธารณะเพราะสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องรอให้ถังพักน้ำมีน้ำเต็มก่อนถึงจะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ชักโครกแบบพลัชแทงค์ เป็นชักโครกแบบที่นิยมใช้ตามบ้านเรือนมากที่สุด โดยลักษณะจะเป็นชักโครกที่มีถังพักน้ำอยู่ด้านหลัง โดยชักโครกแบบพลัชแทงค์มีทั้งแบบที่ถังพักน้ำเป็นชิ้นเดียวกับตัวชักโครก และแบบที่เป็นถังพักน้ำแยกจากตัวชักโครก ซึ่งแบบสองชิ้นจะติดตั้ง และทำความสะอาดได้ยากกว่าแบบชิ้นเดียว 

ประเภท2. ชักโครกมีระบบการชำระล้างกี่รูปแบบ

ระบบการชำระล้างของชักโครกนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบตามลักษณะของการใช้น้ำชำระล้างสิ่งปฏิกูลให้ลงไปในระบบระบายน้ำนั่นเอง โดยระบบการชำระล้างทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ 

  1. ระบบ Wash Down เป็นระบบที่ใช้หลักการนำน้ำใหม่ไปแทนที่น้ำเก่า เป็นระบบที่ใช้น้ำน้อยมาก มีเสียงค่อนข้างดัง  
  2. ระบบ Siphonic Wash-Down เป็นระบบที่มีการทำงานคล้ายกับระบบ Wash-Down แต่ด้วยรูปร่างของคอห่านที่โค้งกลับทำให้เกิดแรงดูดคล้ายๆ หลักการของกาลักน้ำ ทำให้สามารถดูดสิ่งปฏิกูลลงไปได้รวดเร็วขึ้น
  3. ระบบ Siphon-Jet เป็นระบบชำระล้างที่มีหัวฉีดน้ำเข้ามาช่วยในการผลักดันสิ่งปฏิกูลให้ลงไปในคอห่านได้สะอาด และรวดเร็ว แต่ข้อเสียของระบบนี้คือมีเสียงดัง
  4. ระบบ Siphon Vortex เป็นระบบชำระล้างที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถชำระล้างได้รวดเร็ว มีเสียงเงียบ ซึ่งการชำระล้างในระบบนี้จะเป็นการใช้น้ำวนเพื่อดูดสิ่งปฏิกูลลงไปนั่นเอง ส่วนมากระบบน้ำวนจะถูกใช้ในชักโครกแบบชิ้นเดียว แต่ข้อเสียของระบบนี้คือเป็นระบบที่ใช้น้ำมากที่สุด

ระบบการชำระล้าง3. ชักโครกประหยัดน้ำคืออะไร

จุดขายของชักโครกในปัจจุบันนอกจากจะเป็นระบบผลักดันของเสียที่มีประสิทธิภาพแล้วนั้น เรื่องของการประหยัดน้ำยังเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อทุกคนล้วนนำมาพิจารณาในการตัดสินใจ เนื่องจากชักโครกตามปกติมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำอยู่ที่ 10 – 15 ลิตรต่อการกดน้ำหนึ่งครั้ง ถ้าใช้ 10 ครั้งต่อวันจะสิ้นเปลืองน้ำประมาณ 100 -150 ลิตรเลยทีเดียว 

ชักโครกประหยัดน้ำคือชักโครกรุ่นต่างๆ ที่ทางผู้ผลิตแทบทุกค่าต่างพัฒนาออกมาเพื่อให้การชำระแต่ละครั้งใช้น้ำน้อยที่สุด แต่ยังคงประสิทธิภาพ และความสะอาดเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนนั่นเอง ซึ่งชักโครกประหยัดน้ำจะใช้น้ำในการชำระแต่ละครั้งประมาณ 6 ลิตร หรือน้อยกว่านั้น ถือว่าเป็นการประหยัดได้ถึง 50% เลยทีเดียว ซึ่งชักโครกประหยัดน้ำสามารถหาซื้อได้ตามแหล่งจำหน่ายสุขภัณฑ์ทั่วไป และมีหลากหลายแบรนด์ หลายหลายราคาให้เลือกได้ตามความเหมาะสม  

 ชักโครกประหยัดน้ำ4. ระบบท่อน้ำทิ้งกับการเลือกซื้อชักโครก

ระบบท่อน้ำทิ้งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้สำหรับการเลือกซื้อชักโครก เนื่องจากระบบท่อน้ำทิ้งนั้นบางบ้านไม่ได้ทำไว้แบบมาตรฐาน ทำให้การเลือกซื้อชักโครกนั้นอาจมีปัญหาได้ และถ้าซื้อชักโครกที่ไม่สามารถต่อเข้ากับระบบท่อน้ำทิ้งได้อย่างเหมาะสมแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรั่วซึม กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ เป็นต้น 

ระบบท่อน้ำทิ้งสำหรับบ้านพักอาศัยส่วนมากจะเป็นแบบท่อน้ำทิ้งลงพื้น โดยกึ่งกลางท่อน้ำทิ้งส่วนมากจะห่างจากผนังประมาณ 30 เซนติเมตร หรือแตกต่างกันไปตามการออกแบบ ดังนั้นการเลือกชักโครกให้เหมาะกับบ้านควรเป็นแบบท่อน้ำทิ้งลงพื้น รวมถึงความยางของชักโครกต้องไม่มากกว่าระยะห่างของผนังและท่อน้ำทิ้งนั่นเอง 

ส่วนระบบท่อน้ำทิ้งของอาคารจะเป็นแบบท่อน้ำทิ้งออกผนัง ดังนั้นการเลือกซื้อชักโครกสำหรับอาคารต้องเป็นแบบมีท่อน้ำทิ้งออกทางด้านหลัง โดยความสูงของท่อน้ำทิ้งด้านหลังของชักโครกต้องสามารถต่อเข้ากับท่อน้ำทิ้งของอาคารได้พอดี การเลือกซื้อชักโครกแบบท่อน้ำทิ้งด้านหลังจึงจำเป็นต้องวัดความสูงจากพื้นถึงกึ่งกลางท่อน้ำทิ้งไปด้วย เพื่อให้สามารถเลือกชักโครกได้อย่างเหมาะสม

ระบบท่อน้ำทิ้ง5. วิธีเลือกซื้อชักโครกให้เหมาะสม

เมื่อเข้าใจถึงระบบการทำงานของชักโครก อัตราการสิ้นเปลืองของน้ำต่อการใช้ในแต่ละครั้ง รวมไปถึงความสัมพันธ์ของชักโครกกับระบบท่อน้ำทิ้งแล้ว ลองมาดูว่าปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อชักโครกนั้นมีอะไรบ้าง 

  • ความสูงของชักโครก สิ่งที่ส่งผลต่อความสบายของการนั่งชักโครกมากที่สุดคือความสูงของชักโครกนั่นเอง เพราะถ้าเตี้ยไป หรือสูงไป การนั่งก็จะไม่สบาย มีอาการปวดเมื่อย โดยความสูงมาตรฐานของชักโครกจะอยู่ที่ 14 – 17 นิ้ว ซึ่งการเลือกที่ถูกต้องคือต้องลองนั่งดูว่าความสูงระดับไหนเหมาะสมมากที่สุด แต่ถ้าเป็นห้องน้ำมาตรฐานจะใช้ความสูงของชักโครกที่ 17 นิ้วเป็นหลัก
  • รูปทรง รูปทรงของชักโครกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้การนั่งชักโครกนั้นมีความสบายมากขึ้น รูปทรงชักโครกในปัจจุบันนั้นมี 2 แบบคือแบบทรงกลม และทรงวงรี โดยความแตกต่างของทั้งสองรูปทรงนี้คือ แบบทรงกลมจะใช้พื้นที่น้อยกว่า แต่แคบกว่า และนั่งสบายน้อยกว่า ส่วนแบบทรงวงรีนั้นจะมีความกว้างมากกว่า นั่งสบาย แต่ใช้พื้นที่มากกว่า
  • รูปแบบของชักโครก รูปแบบของชักโครกที่ใช้ที่ใช้ตามบ้านพักอาศัยจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือแบบชิ้นเดียว และสองชิ้น โดยความแตกต่างของชักโครกทั้ง 2 รูปแบบคือแบบชิ้นเดียวจะมีความสวยงามมากว่า ติดตั้งสะดวก ทำความสะอาดง่าย เสียงเงียบ แทบไม่มีการรั่วซึมเมื่อใช้ไปนานๆ 

ส่วนแบบสองชิ้นนั้นจะเป็นชักโครกที่มีราคาถูกกว่า สามารซ่อมบำรุงได้ง่ายกว่าแบบชิ้นเดียว เพราะเมื่อมีการชำรุดสามารถเปลี่ยนได้เฉพาะส่วน แต่แบบชิ้นเดียวต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งอัน และข้อเสียของชักโครกแบบสองชิ้นที่ไม่ควรมองข้ามคือสามารถทำความสะอาดได้ยากกว่าเนื่องจากมีซอกมุมที่เยอะกว่าชักโครกแบบชิ้นเดียวนั่นเอง 

เลือกชักโครกจะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อชักโครกให้เหมาะสมกับการใช้งานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีหลากหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง ความสะดวกในการใช้งาน การวางท่อระบบน้ำทิ้ง อัตราการสิ้นเปลืองของน้ำ และที่สำคัญคือเรื่องของราคา ดังนั้นการเลือกซื้อชักโครกแต่ละครั้งต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ ให้รอบด้าน รวมถึงการติดตั้งควรใช้ช่างที่มีความชำนาญมาเป็นผู้ติดตั้ง ซึ่งการติดตั้งที่เรียบร้อยจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเช่นการรั่วซึม หรือการแตกร้าวได้นั่นเอง  

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร