Baania
เลือกจังหวัด
ประเภทประกาศ
ประเภทอสังหา
ห้องนอน
ราคา

เคล็ดไม่ลับ กับ “วิธีปลูกมะเขือเทศ” ให้ได้ผลงาม

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

สำหรับใครที่กำลังมองหา “วิธีปลูกมะเขือเทศ” ไว้รับประทานเองที่บ้านสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องขนาดพื้นที่ ไม่ว่าคุณจะมีสวนหน้าบ้าน หลังบ้าน ระเบียง หรือพื้นที่ส่วนอื่นของบ้าน ก็สามารถปลูกมะเขือเทศได้ บทความนี้จะบอกคุณถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับมะเขือเทศ อุปกรณ์ที่ใช้ปลูก และวิธีการในการปลูก ตั้งแต่เริ่มไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ กับ 9 เรื่องที่ต้องรู้ดังต่อไปนี้ 

1. สายพันธุ์

มะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicon esculentum Mill. เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ดังต่อไปนี้ 

  • มะเขือเทศเชอร์รี่ (Cherry Tomato) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อ คือ มะเขือเทศราชินี ซึ่งผลมีขนาดเล็กที่สุด ผลมีทั้งสีเหลืองและสีแดง เนื้อน้อย รสชาติและกลิ่นเข้มข้นกว่ามะเขือเทศพันธุ์อื่น ๆ ให้รสเปรี้ยวอมหวาน แต่ถ้าสุกจัดจะนิ่มและหวาน
  • มะเขือเทศสีดา (Srida Pink Egg Tomato) เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกรับประทาน ผลมีสีแดงอมชมพู เนื้อค่อนข้างแข็ง ไม่มีกลิ่น มักให้รสชาติจืดและเปรี้ยวเป็นหลัก 
  • มะเขือเทศเนื้อสีแดง (Red Tomato) ผลจะมีขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ ผลสุกมีสีแดงเข้ม เป็นพันธุ์ที่นิยมนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะมีเนื้อและน้ำมาก แต่กลิ่นค่อนข้างแรง  
  • มะเขือเทศอิตาลี (Italian Tree Tomato) ลำต้นใหญ่ ผลสีแดงสดขนาดกลาง-ใหญ่ มีหยักเล็กน้อย รสชาติดีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับปลูกไว้รับประทานหรือเป็นไม้ประดับ 
  • มะเขือเทศเครือส้ม (Wild Tomato) เป็นมะเขือเทศพันธุ์ท้องถิ่น พบมากแถวภาคเหนือและภาคอีสาน เป็นไม้เลื้อย ออกลูกเป็นเครือ มีหลายสีทั้ง สีเขียว แดง และเหลือง ผลสุกเนื้อนิ่มและเนื้อน้อย ให้รสชาติจืดอมเปรี้ยว 

สายพันธุ์

2. อุปกรณ์

  • เมล็ดพันธ์ุ เลือกพันธุ์ที่ต้องการ เช่น พันธุ์ที่ปลูกทานสด หรือพันธุ์ที่ส่งโรงงาน 
  • อุปกรณ์ในการเพาะต้นกล้า
    • กระบะเพาะ ถาดเพาะ กล่องพลาสติก หรือถุงปลูก
    • ดินผสม 
    • ขุยมะพร้าวหรือฟาง 
  • เครื่องมือการเกษตร  เช่น พลั่ว ช้อนปลูก ส้อมพรวน คราด รถไถ มีด กรรไกรตัดแต่ง บัวรดน้ำ ท่อ ผาใบ และ สายยาง เป็นต้น เพื่อใช้ในช่วงที่มีการเตรียมดินก่อนที่จะเพาะปลูกลงดินจริง ตลอดจนการตัดแต่ง ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต 
  • สารชีวภาพและปุ๋ย ตั้งแต่การนำปูนขาวมาช่วยในการปรับสภาพดิน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกผสมลงในแปลง ตลอดมาจนการใส่ปุ๋ยตามสูตรเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตเพื่อพัฒนาใบ ดอกและการออกผล 

อุปกรณ์

3. ปลูกในสวนหลังบ้าน

ท่านสามารถเลือกปลูกมะเขือเทศได้เกือบทุกสายพันธุ์ โดยเริ่มจากการหาพื้นที่ในบริเวณบ้านที่มีแสงส่องตลอดทั้งวัน หรืออย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นำต้นกล้าอายุประมาณ 15 วันมาลงในแปลงปลูก โดยผู้ปลูกต้องให้น้ำอยู่เสมอ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนผลเริ่มแก่  และอย่าลืมหมั่นดูแลต้นมะเขือเทศโดยการใส่ปุ๋ยหรือสารชีวภาพ รวมถึงการกำจัดวัชพืชบริเวณแปลงผัก และป้องกันสัตว์อื่น ๆ ไม่ให้มาทำลายหรือทำให้เกิดโรคได้

ปลูกในสวนหลังบ้าน

4. ปลูกแบบแขวน

เป็นอีกวิธีที่สะดวกในเคลื่อนย้าย แต่ผู้ปลูกจำเป็นต้องรดน้ำบ่อยขึ้น เพราะต้นมะเขือเทศไม่ได้อยู่บนพื้นดิน และโครงสร้างวัสดุที่ใช้ก็ต้องแข็งแรง ทั้งนี้การปลูกแบบแขวนมีข้อดีอยู่มากและยังทำได้ง่ายอีกด้วย เพียงแค่นำต้นกล้ามะเขือเทศพันธุ์ใดก็ได้จากกระบะเพาะอายุประมาณ 7-10 วันมาปลูกลงในกระถาง แล้วนำลวดหรือวัสดุมายึดไว้ จากนั้นนำไปแขวนในพื้นที่ที่ต้องการ เพียงแค่นี้ก็เสร็จสิ้น เหมาะสำหรับท่านที่มีพื้นที่จำกัดแต่อยากปลูกผักไว้ทาน

ปลูกแบบแขวน

5. ปลูกในถุง

อีกหนึ่งวิธีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายก็คือ การปลูกมะเขือเทศในถุง ซึ่งวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่นำต้นกล้าอายุประมาณ 7-10 วันจากกระบะเพาะ ย้ายมาปลูกในถุงดำขนาด 8 นิ้วขึ้นไป เมื่อต้นเริ่มโต ให้นำไม้มาทำหลักให้ต้นมะเขือเทศได้เกาะยึด จากนั้นก็ให้ปุ๋ยอินทรีย์เร่งใบ เร่งดอก หมั่นรดน้ำเป็นประจำ และที่สำคัญอย่าลืมให้ต้นมะเขือเทศได้รับแสงแดดที่เพียงพอ

ปลูกในถุง

6. ฤดู

แม้ว่ามะเขือเทศจะเติบโตได้ดีและสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี แต่การออกผลกลับต้องอาศัยสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็น ฤดูที่เหมาะที่สุดในการปลูกจึงเป็นฤดูหนาว โดยช่วงหยอดเมล็ดพันธุ์ควรอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม เพราะนอกจากจะเหมาะต่อการติดผลแล้ว ยังลงทุนต่ำกว่าฤดูอื่นและให้ผลิตสูง รวมถึงศัตรูพืชก็รบกวนน้อยอีกด้วย 

ฤดู

7. ปลูกแบบไฮโดรฯ

ไฮดรอโปนิกส์ก็คือการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โดบเราสามารถปลูกมะเขือเทศได้ในขวดพลาสติกด้วยขั้นตอนดังนี้

  • นำเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศวางบนทิชชูเปียกบนกระบะเพาะประมาณ 1-3 วัน
  • ย้ายเมล็ดพันธุ์มาวางบนฟองน้ำขนาด 1x1 นิ้ว ที่ชุ่มน้ำ รอประมาณ 1 สัปดาห์
  • ทำการย้ายต้นกล้าลงบนขวดพลาสติกที่ผสมธาตุอาหาร A และ B ไว้เรียบร้อยแล้ว หมั่นดูแลรักษาระดับน้ำ ทุก ๆ 2-3 วัน
  • รอเก็บเกี่ยว  

เพียงแค่นี้ท่านก็มีมะเขือเทศผลสดแดงแบบไร้ดินไว้รับประทาน ที่สำคัญวิธีนี้ปลูกได้ตลอดทั้งปี แถมมีศัตรูพืชรบกวนน้อยอีกด้วย

ปลูกแบบไฮโดรฯ

8. การดูแล

  • การพรวนดินกลบต้น: เพื่อสามารถให้น้ำได้อย่างสะดวก น้ำไม่ขัง ช่วยให้มะเขือเทศเกิดรากมากขึ้น โดยให้ทำในช่วงที่ต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว 
  • คลุมด้วยหญ้า: ให้นำหญ้าหรือฟางมาคลุมต้นจะช่วยกำจัดวัชพืชและกักเก็บความชื้นไว้ได้ 
  • การปักค้าง: เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี ดูแลและฉีดยากำจัดวัชพืชได้ทั่วถึง ควรทำก่อนระยะออกดอก
  • เขย่าไม้ค้ำหรือหลักเบา ๆ : เพื่อเป็นการกระตุ้น ช่วยเพิ่มปริมาณการออกผล โดยทำสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2-5 วินาที ให้ทำในช่วงที่เริ่มผลิดอก  
  • รดน้ำทุก 7-10 วัน: แต่สำหรับการปลูกแบบแขวนแนะนำให้รดน้ำ 3-5 วัน ซึ่งการรดน้ำแบบหยดหรือฝังท่อ จะดีกว่าการรดน้ำจากด้านบน
  • การเลือกปุ๋ย: เพื่อช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตที่ดี รวมถึงต้องเลือกสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการ เช่น สูตรปุ๋ยเร่งใบ สูตรปุ๋ยเร่งดอก หรือสูตรปุ๋ยบำรุงผล

การดูแล

9. การเก็บเกี่ยว

โดยเฉลี่ยแล้วเมื่อปลูกได้ประมาณ 30-45 วัน มะเขือเทศก็จะเริ่มออกดอก ถัดมาเมื่ออายุประมาณ 70-90 วัน (3เดือน) ก็สามารถที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลได้ รอจนผลสุกดีแล้วค่อยเก็บมาทำอาหารตามที่ต้องการ

การเก็บเกี่ยว

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับ “วิธีปลูกมะเขือเทศ” ตั้งแต่การทำความรู้จักสายพันธุ์ การเริ่มต้นเพาะปลูก อุปกรณ์ วิธีการและลักษณะการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ ตลอดจนการดูแลรักษาไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่ทุกท่านได้ทราบและลองนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ว่างในบ้านของท่านเพื่อให้ได้ผักสดปลอดสารพิษไว้รับประทานอย่างประหยัด

บทความแนะนำ

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร