ประเมินค่าแรงก่อสร้างอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

การสร้างบ้าน หรือการต่อเติมบ้านนั้นการประเมินค่าแรงก่อสร้างจัดว่าเป็นปัญหาที่ผู้ว่าจ้างทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ซื้อของเองแล้วจ้างแต่แรงงาน หรือจ้างเหมาทั้งของทั้งค่าแรง ลองมาดูกันว่าถ้าต้องสร้างบ้าน หรือต่อเติมนั้นจะมีวิธีการประเมินค่าแรงก่อสร้างอย่างไรให้เหมาะสม ไม่ให้ถูกผู้รับเหมาหลอกกินเงินฟรี หรือต้องจ่ายค่าแรงเกินความเป็นจริง

1. ให้เสนอราคาด้วย BOQ  

BOQ หรือ Bill of Quantities สามารถแปลเป็นภาษาไทยแบบง่ายๆ ว่าใบแสดงราคาค่าวัสดุ และค่าใช้จ่าย ซึ่งใน BOQ นั้นจะระบุถึงค่าแรงในการก่อสร้างแนบมาด้วย เมื่อได้ BOQ มาแล้วก็ให้ผู้ว่าจ้างดูในส่วนของค่าแรงสำหรับการก่อสร้างนั้นว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ มีการเรียกค่าแรงที่สูงเกินไปหรือเปล่า

ซึ่งในกรณีที่มีการจ้างผู้รับเหมาที่ค่อนข้างเป็นทางการจะสามารถขอดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ จาก BOQ ได้ แต่ถ้าเป็นผู้รับเหมาธรรมดาส่วนมากจะไม่มีการทำ BOQ ให้สอบถามว่าจะใช้คนงานเป็นจำนวนกี่คน ทำงานกี่วัน แล้วลองคำนวณดูจากค่าแรงในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งราคากลางของคนงานจะอยู่ที่ 300 – 400 บาทต่อวัน ส่วนค่าแรงของช่างที่ชำนาญงานจะอยู่ที่ 600 – 1000 บาทต่อวัน

เมื่อลองบวกลบคูณหารจำนวนแรงงานที่ใช้กับจำนวนวันที่ทำการก่อสร้างก็จะได้ค่าแรงก่อสร้างคร่าวๆ ขึ้นมา แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่ผู้รับเหมาเสนอ ก็จะเห็นความแตกต่างของราคา และสามารถต่อรองกับผู้รับเหมาได้นั่นเอง

เสนอราคาด้วย BOQ  

2. ค่าแรงก่อสร้างแบบเหมามีมาตรฐานอย่างไร

การคำนวณค่าแรงก่อสร้างแบบเหมางานนั้นคือการจ้างเหมาสร้างบ้าน หรือต่อเติมบ้านโดยคิดเป็นมาตรฐานราคาค่าแรงต่อตารางเมตร และเพิ่มด้วยความยากของงานต่างๆ ที่ผู้รับเหมาต้องทำ ซึ่งเจ้าของบ้านควรรู้ราคาคร่าวๆ ของการเหมาค่าแรงในรูปแบบนี้ด้วย ซึ่งราคาค่าแรงก่อสร้างแบบเหมาะเป็นหลังมีรายละเอียดดังนี้ 
ห้องเช่าชั้นเดียว ค่าแรงหมาที่    1700-2000/ตรม.
บ้านชั้นเดียว ค่าแรงหมาที่    2500-3000/ตรม.
บ้าน2ชั้น ชั้นล่างปูน ชั้นบนไม้    ค่าแรงหมาที่    2500-3000/ตรม.
บ้าน2ชั้น บ้านปูน ค่าแรงหมาที่     4500-5000/ตรม.
ทาวน์เฮ้าส์ 2-3ชั้น ค่าแรงหมาที่    8000-11000/ตรม     
อาคารพาณิชย์ 2-3ชั้น    ค่าแรงหมาที่    4500-5000/ตรม.
อาคารห้องเช่าไม่เกิน5ชั้น ค่าแรงหมาที่    11000-15000/ตรม.    

ค่าแรงก่อสร้างแบบเหมา

3. ไม่ควรกดราคาค่าแรง

เมื่อสามารถคำนวณราคาค่าแรงก่อสร้างได้แล้ว การต่อรองราคานั้นไม่ควรจะกดราคาให้ต่ำเพียงอย่างเดียว ควรประเมินถึงความเป็นไปได้ในการทำงาน และสินน้ำใจเล็กน้อยที่ควรเพิ่มเข้าไป ยกตัวอย่างเช่นเจ้าของบ้านคำนวณค่าแรงก่อสร้างได้ 10000 บาท แต่ทางผู้รับเหมาะเรียกมาที่ 15000 บาท เจ้าของบ้านควรต่อราคาให้เหลือประมาณ 12000 บาท
การเหลือกำไรให้กับผู้รับเหมาจะเป็นการช่วยซื้อใจผู้รับเหมาได้ในส่วนหนึ่ง และยังช่วยเป็นกำลังใจให้ผู้รับเหมาตั้งใจทำงานให้กับผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย 

กดราคาค่าแรง

4. ทำสัญญาทุกครั้ง

การตกลงว่าจ้างด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนั้นก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งงาน การยืดระยะเวลาการทำงาน การขอเพิ่มค่าแรง เป็นต้น ดังนั้นถ้าประเมินราคาค่าแรงก่อสร้างเรียบร้อยแล้วมีการตกลงจะให้ผู้รับเหมารายนั้นทำงานให้ ต้องมีการทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร และทั้งสองฝ่ายต้องลงลายมือชื่ออย่างถูกต้องด้วย

ส่วนรายละเอียดในสัญญาว่าจ้างนั้นสามารถระบุไปได้เลยว่าจ้างให้ก่อสร้างอะไร ใช้เวลาทำงานเท่าไหร่ ใช้คนงานกี่คน งานแต่ละส่วนต้องมีระยะเวลากำหนดเสร็จที่ชัดเจน จำนวนเงินที่ใช้จ้างเป็นจำนวนเท่าไหร่

 ทำสัญญา

5. แบ่งงวดจ่ายเงิน

สำหรับการจ่ายเงินค่าแรงก่อสร้างนั้นผู้ว่าจ้างไม่ควรจ่ายเงินก้อนเดียวให้กับผู้รับเหมา เนื่องจากมีโอกาสที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงานได้สูง การจ่ายเงินค่าแรงก่อสร้างนั้นควรจ่ายเป็นงวดตามที่ได้มีการตกลงไว้ในสัญญา ซึ่งตามปกติจะจ่ายเป็น 4 งวด โดยแบ่งเป็น 30% 3 งวด และ 10% สุดท้ายเมื่อส่งงานเรียบร้อย

แบ่งงวดจ่ายเงิน

6. อย่าหวังคุณภาพจากค่าแรงที่ถูก

หลายๆ ครั้งการก่อสร้าง หรือการต่อเติมบ้านจะมีผู้รับเหมาเข้ามาติดต่อโดยเมื่อเจ้าของบ้านประเมินค่าแรงก่อสร้างแล้วพบว่าถูกมาก ถูกกว่าราคาในท้องตลาด ทำให้เจ้าของบ้านหลายๆ คนรีบตกลงทำสัญญาว่าจ้างในทันที

แต่ในความเป็นจริงแล้วของถูก และดีไม่มีในโลก โดยเฉพาะในเรื่องของการก่อสร้าง เนื่องจากช่างก่อสร้างที่มีฝีมือนั้นย่อมมีค่าแรงที่ต่อวันที่สูง เมื่อพบเจอผู้รับเหมาที่ให้ราคาถูกเกินกว่าความเป็นจริงให้คิดไว้ก่อนเลยว่าผู้รับเหมารายนั้นมีแรงงานที่ไม่มีฝีมือ รวมไปถึงมีโอกาสที่ผู้รับเหมารายนั้นจะทิ้งงานสูงมาก

คุณภาพ

7. ทำไมการจ้างเฉพาะค่าแรงถึงหาคนทำงานได้ยาก

การจ้างเหมาเฉพาะค่าแรงนั้นหลายๆ คนบ่นว่าหาคนมาทำงานให้ยากมาก สาเหตุที่ผู้รับเหมาไม่ค่อยอยากทำงานที่เหมาเฉพาะค่าแรงนั้นเนื่องจากว่าการเหมาเฉพาะค่าแรงนั้นได้กำไรน้อย งานมีรายละเอียดมาก เพราะธรรมชาติของผู้รับเหมานั้นจะมีการบวกราคาค่าวัสดุเล็กน้อยเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเสียหาย และเป็นกำไรนั่นเอง

เมื่อต้องทำงานที่ได้เฉพาะค่าแรง ไม่ได้รวมค่าวัสดุ รวมไปถึงไม่รู้ว่าวัสดุที่ทางผู้ว่าจ้างซื้อมาเองนั้นจะมีคุณภาพมากน้อยขนาดไหน ถ้าได้เจอวัสดุที่มีคุณภาพดีก็สามารถทำงานได้ง่าย ทำงานได้รวดเร็ว แต่ถ้าเจอวัสดุที่ด้อยคุณภาพก็ทำงานได้ยาก มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดสูง อันเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดปัญหากับผู้ว่าจ้างได้นั่นเอง 

จ้างเฉพาะค่าแรง

จากรายละเอียดต่างๆ ที่กล่าวมาในบทความนี้จะเห็นได้ว่าการประเมินค่าแรงก่อสร้างนั้นเป็นเรื่องที่มีรายละเอียด และต้องมีความเข้าใจในหลายๆ ด้าน ดังนั้นผู้ว่าจ้างต้องทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ให้ดีก่อนที่จะทำการว่าจ้างก่อสร้างนั่นเอง เพราะถ้าเข้าใจในรายละเอียดของการประเมินค่าแรงก่อสร้างแล้ว การจ้างผู้รัยเหมามาจัดการสร้าง หรือต่อเติมบ้านก็จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่โดนหลอก 

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร