‘อัลติจูด’ บริหารเสี่ยงให้เป็น ก้าวด้วยตัวเอง และโตไปพร้อมพันธมิตร

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

แพ้ชนะด้วยวิธีคิด

 

แม้จะสั่งสมประสบการณ์มาก่อนกับการเป็น Sole Agent ขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดมาถึง 8 ปี แต่ในบทบาทดีเวลอปเปอร์แล้ว ชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นับเป็นน้องใหม่ที่น่าจับตากับผลงานยอดขายที่เติบกว่า 300% หรือ มากกว่า  2,700 ล้านบาท โดยเพิ่มจากปีก่อนหน้าที่มียอดขายอยู่ที่ 800 กว่าล้านบาท

“วิธีคิดต้องไม่เหมือนเดิม ทำเหมือนเดิมได้ผลลัพธ์เท่าเดิม ต้องคิดแบบใหม่ ทำโปรดักท์ใหม่เข้าสู่ตลาด”

การทำธุรกิจในยุคนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ชยพล บอกแต่ก็มีโอกาสให้ได้เห็นขึ้นอยู่กับมุมมองการทำธุรกิจว่าเป็นอย่างไร เพราะวันนี้ ดีเวลลอปเปอร์แต่ละรายต้นทุนแทบไม่หนีกันมากนัก แพ้ชนะวัดกันที่ใครทำโปรดักท์ได้ดีกว่า และสิ่งที่ใส่ลงไปนั้นใครจะโดนใจลูกค้ามากกว่ากัน

“สิ่งที่ใส่เข้าไปโดนใจลูกค้ามั้ย เพราะไม่อะไรที่ใส่เข้าไปนั้น เช่นดีไซน์​ต่างๆ สระว่ายน้ำ หากลูกค้าไม่เห็นค่าก็เสียเปล่า สระว่ายน้ำที่ใหญ่ไป สนามหญ้าใหญ่ก็จริง แต่ไม่มีเด็กๆ มาวิ่งเล่น ในทางกลับกันหากเพิ่มในส่วนที่เป็นเป็นฟิตเนสที่ดีกว่า ให้พื้นที่มากกว่า แต่เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการจะดีกว่ามั้ย นี่ต่างหากที่สำคัญ ขึ้นอยู่ที่ใครเปลี่ยนได้เร็วกว่า  พัฒนาได้เร็วกว่า และทำได้ดีกว่ากัน”

ในวันนี้การทำงาน ทำธุรกิจ ต้องมองดีเทล  ลงทุนก็ต้องมองดีเทล ยิ่งเราเข้าถึงดีเทลเท่าไหร่ นั่นแปลว่ามีความเข้าใจธุรกิจมากเท่านั้น เมื่อเข้าใจมากก็ทำให้ตัดสินใจถูกต้องมากตามไปด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทผู้ประกอบการ นักลงทุน

 

JV เสริมพลัง

การทำธุรกิจยุคใหม่การเดินเพียงลำพังอาจเหนื่อยและใช้พละกำลังที่มากกว่าทั้ง “คน” และ “ทุน” คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่ากับการได้เพื่อนทางธุรกิจ (พันธมิตร) ที่แข็งแกร่งในแต่ละด้านมาเสริมกัน

แผนการเติบโตของอัลติจูด จึงให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับพันธมิตรในรูปแบบ JV (Joint Venture) เริ่มต้นแล้วกับการร่วมทุน (Joint Venture Agreement) กับ ครีท กรุ๊ป (Creed Group) บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น พัฒนาผลงานที่เติบโตอย่างมากตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาทั้งในญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย สปป.ลาว และบังคลาเทศ

“เป็นการจับมือที่มองถึงการเติบโตที่เดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มมูลค่าให้กับการพัฒนาโครงการ และผลักดันรายได้และกำไรให้เติบโตในอนาคต”               

อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร-ท่าพระ โครงการเกิดจากความร่วมมือกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและรองรับกับการขยายตัวของเมืองกับเส้นทางรถไฟฟ้า โดยมีมูลค่าโครงการ 2,400 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์ สูง 34 ชั้น อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตลาดพลู คาดการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2564

การต่อไปในปี 2563 ชยพล มองถึงการร่วมมือกับพันธมิตรรายใหม่เพิ่มเติมบนเป้าหมายที่ต้องการเสริมจุดแข็งให้กับแต่ละฝ่าย เน้นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในวงการอสังหาริมทรัพย์

บริหารเสี่ยงคือหัวใจ

การบริหารพอร์ตการลงทุนไว้ใน 4 เซ็กเม้นท์ ครอบคลุม ตลาดลักซ์ชัวรี่ คอนโดมิเนียม (Symphony) , ลักซ์ชัวรี่ เฮ้าส์ (Masterry) , โฮมออฟฟิศ (Prove) และคอนโดมิเนียม (Altitude Unicorn) และที่กำลังเตรียมเปิดเซ็กเม้นท์ใหม่เพิ่มอีกในปี 2563 เรียกว่าเป็นการเดินในหลักของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างแท้จริง

“มากกว่าการออกแบบโปรดักท์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมายแล้วก็คือ ในวันที่สภาวะตลาดและกำลังซื้อบางเซ็กเม้นท์เริ่มมีปัญหาก็ยังมีอีกตลาดที่ขายได้ช่วยให้ยอดขายยังคงเติบโตไปได้ในภาพรวม การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในหลายๆ เซ็กเม้นท์ช่วยทำให้เราโตเร็ว ด้วยข้อจำกัดของการหาที่ที่ดีในทำเลที่ดียากมากขึ้นกว่าเดิม ต้นทุนแพงขึ้น พอขยับไปอยู่ในหลายๆ เซ็กเม้นท์แล้วทำให้มันโตได้นั่นคือ เราบริหารความเสี่ยงได้ดี”

กลยุทธ์ ปี 2563

บริษัทเรามี 4 Segment มีบ้านเดี่ยวหรู มีโฮมออฟฟิศ มีคอนโดลักซัวรี่-ซูเปร์ลักซัวรี่ และคอนโดระดับมิดเดิ้ลคลาส มันก็จะเวียนกันไปทั้งเรื่องรายได้และการเปิดตัว เรามีโครงการแนวราบอยู่ 4 โครงการ และอีก 4 โครงการคอนโดมิเนียม ตอนนี้เรามีคอนโดฯ รวมกันกว่า 60% ทั้งลักซัวรี่และมิดเดิ้ลคลาสที่เปิดขายปีนี้ และที่เหลือเป็นโครงการแนวราบ

จากตัวเลข ปีนี้เป็นปีที่คอนโดมิเนียมเปิดตัวน้อยกว่าปีที่แล้วกว่า 30% และโดยรวมแล้วทั้งแนวราบและคอนโดฯ มีโครงการเปิดตัวลดลงจากปีที่แล้วกว่า 13% ถ้ามองในแง่โอกาส เราสามารถเปิดตัวโครงการใหม่ในปีที่ Supply ลดลงด้วยเงื่อนไขหลายๆ อย่าง หากดูที่ยอดขาย ด้วยสภาวะตลาดในช่วงเวลานี้ที่อาจจะมีโครงการเปิดใหม่ให้เลือกน้อย และอาจจะมีของเหลือขายในตลาดพอสมควร แต่หากโครงการมีการพัฒนารูปแบบ และอยู่ในทำเลที่ดี พร้อมกับสื่อสารได้อย่างตอบโจทย์กลุ่มเป้าได้ เป็นส่วนผลักดันที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้

ตอนนี้มียอดขายรวมกันประมาณ 4,800-4,900 ล้านบาท เหลืออีกแค่ 2,000 กว่าล้านบาท แต่จริงๆ ปี 2563 ก็จะมีตัวเลขไม่น้อยกว่าปีนี้แน่นอน ตัวเลขก็จะเกินเป้าที่วางไว้ โดยจับกลุ่มตลาดหลักที่เรียกว่า  Gen Me (Generation Me) ซึ่งเป็นกลุ่มคนก็มีความต้องการของตัวเอง

ก้าวจากเล็กสู่ใหญ่

แผนขยับจากองค์กรไซส์ S (Small) สู่ กลางถึงใหญ่ เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ ชยพล อยากไปให้ถึง

“ต้องใช้เวลาในการจะพัฒนาจาก S ไป M ด้วยข้อจำกัดเรื่องการจัดการทางการเงิน โชคดีเราทำของออกมาแล้วขายได้ก็ทำให้ไปต่อได้ จากนี้มุ่งที่การเตรียมตัวเข้าตลาด Mai แล้วพาบริษัทให้ก้าวไปเป็นบริษัทขนาดกลางที่มั่นคงให้ได้

สำหรับผม ปีนี้เป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา จากนี้ การทำงานคงต้องลงไปที่รายละเอียดให้มากขึ้นกว่าเดิม ว่าทำอย่างไรให้ดีที่สุด  เพราะเชื่อว่า ทำอะไรที่ยอดเยี่ยมแล้วทุกอย่างมันจะดีเอง แล้วจะดีขึ้นเรื่อยๆ เสมอ”

 

 

 

 

 

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร