โฟร์พัฒนา ถึงเวลาสื่อสารแบรนด์ให้ดังกับคนรุ่นใหม่

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

โฟร์พัฒนา ประสบความสำเร็จและยืนระยะได้นานในตลาดรับสร้างบ้านมากว่า 30 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2524 แต่หากเทียบกับการทำธุรกิจในเวลานี้ถือว่า “ไม่ง่าย”

เสียงจาก ปราโมทย์​ ธีรกุล ประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด สะท้อนว่า  ตลาดรับสร้างบ้านแม้จะยังคงอยู่ได้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ไม่ขยายตัวมากนัก เพราะเป็นตลาดที่เป็นเรียลดีมานด์​ สร้างบ้านบนที่ดินตัวเองเพื่อการอยู่อาศัย แต่ในอีกด้านสิ่งที่ธุรกิจต้องเจอคือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดและกลุ่มผู้ซื้อ ทำให้ต้องปรับตัวให้มากเพื่อก้าวทันสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น   

การสื่อสารต้องเปลี่ยนไป

จากเดิมสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อ B+ ที่รู้จักและผูกพันกันมานานถึงตอนนี้อาจจะก้าวสู่รุ่นพ่อแม่หรือตายาย ระยะห่างของแบรนด์โฟร์พัฒนากับรุ่นลูกๆ หลานๆ ที่เป็นวัยทำงานทั้งวันนี้และอนาคตนับว่ายัง “ห่าง”

สิ่งที่ทำคือการพาแบรนด์เข้าสู่ช่องทางสื่อสารใหม่ๆในช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้กับคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น โดยทำควบคู่กันไปทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

สร้างนวัตกรรมใหม่

แนวคิดและการสร้างบ้านคุณภาพในแบบเดิมยังคงอยู่ แต่ต้องทำควบคู่กับสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้แบรนด์กระฉับกระเฉง และนำเสนอทางเลือกให้กับลูกค้า

ล่าสุด เครือโฟร์พัฒนาจับมือกับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ พาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก ร่วมกันสร้างบ้านแนวคิดใหม่ที่เป็นโครงสร้างเหล็ก ProFrame

“ปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไปเราจึงต้องปรับตัวและหานวัตกรรมใหม่เข้ามาเสริมจุดแข็งและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น”

ปัญหาจากการก่อสร้าง เกิดขึ้นได้โดยคน ซึ่งก็คือ ช่างก่อสร้าง(Human Error) เมื่อนำProFrame ซึ่งเป็นระบบการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเดิมๆ ที่เคยมี อาทิ การสื่อสารที่ไม่ตรงกันระหว่างเจ้าของบ้านกับช่างสุดท้ายเมื่อลูกค้าเห็นงานออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คิดไว้ จะมีการสั่งให้รื้อเพื่อทำใหม่ใหม่ ซึ่งนำไปสู่การทิ้งงานในที่สุด 

ระบบ ProFrame จะทำให้การออกแบบงาน Finishing ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้าง ก่อนที่จะป้อนข้อมูลผ่านโปรแกรมคำนวณโครงสร้างทุกอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าแก้ไขทีหลังไม่ได้ ลูกค้าเองก็ได้ความชัดเจน ได้งานตรงตามแบบที่ต้องการ ส่วนผู้สร้างก็ทำงานได้ไว ไม่ต้องทำไปทุบไป ช่วยลดความขัดแย้งหน้างานได้

อีกจุดเด่นของการก่อสร้างในระบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดปริมาณคนงานก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าเดิมถึง 2 เท่า หากเทียบกับระบบก่อสร้างก่ออิฐฉาบปูนต้องใช้เวลาโครงสร้างถึงประมาณ 150 -180วัน เมื่อรวมงาน Finishing งานพื้น ขอบประตู หน้าต่าง ตกแต่งแล้ว ใช้เวลาประมาณ 15 เดือน ส่วนบ้านโครงสร้างเหล็กใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน รวมงาน Finishing ทุกอย่างจบได้ภายใน 8 เดือนพร้อมเข้าอยู่ได้เลย

โครงสร้างต้านทานพายุ แผ่นดินไหว ที่สำคัญตัวเหล็กนี่สามารถนำมาใช้ได้ใหม่เรื่อยๆ (Reused) กรณีที่อยากจะสร้างบ้านใหม่ ก็เอาเหล็กโครงสร้างเดิมมาใช้ต่อได้

วันนี้โปรดักท์ใหม่แม้จะมีสัดส่วนในการสร้างรายได้ไม่มากเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในแบบเดิม แต่จากข้อดีที่บอกไปก็มองว่าเป็นโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมากในอนาคต

 

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร