ปี 2554 ช่วงเวลาฝันร้ายของประชาชนคนไทย เมื่อมวลน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมจังหวัดต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ผู้คน หลายพื้นที่ต้องอยู่กับระดับน้ำที่สูงท่วมหัว จมมิดชั้นล่างของบ้านนานนับเดือน ภัยพิบัติครั้งนั้น ธนาคารโลก (World Bank) คำนวณความเสียหายไว้มากถึง 1.44 ล้านบาท กินพื้นที่ถึง 65 จังหวัด มีผู้คนสังเวยชีวิตให้ "น้องน้ำ" ไปกว่า 800 ศพ ได้รับผลกระทบในภาพรวมเกือบ 13 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประเทศ
พุนพิน อำเภอขนาดใหญ่อันดับ 2 ของจังหวัด สุราษฎร์ธานี จากทั้งหมด 19 อำเภอ ในปีนั้นผู้คนต้องใช้ชีวิตกับน้ำท่วมนานกว่า 2 เดือน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีสถานประกอบการที่อยู่ในเขตน้ำท่วมมากสุดถึง 3,413 แห่ง ทำให้ อ.พุนพิน จัดเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด เป็นรองเพียง อ.กาญจนดิษฐ์ กระทบเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก
วนารัตน์ กรกิสารนุกูล อาจารย์ ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษา "แนวทาง การวางแผนด้านผังเมืองเพื่อรองรับ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ : กรณีศึกษาปัญหาน้ำท่วม และแนวทางการจัดการน้ำท่วมในเขต ผังเมืองรวมพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี"กล่าวว่า จากลักษณะของพื้นที่ที่ขนานไปกับเส้นทางน้ำตลอดระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ประกอบกับเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ คล้ายแอ่งกระทะโอบล้อมด้วยภูเขา
"เมืองพุนพินจึงมีแนวความเสี่ยงตามธรรมชาติ และโอกาสเกิดน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน แต่อันตรายที่เกิดจากน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับชุมชนคือความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงจากภูเขาหรือน้ำป่า ส่งผลให้น้ำไหลแรง และเร็ว แต่การจะก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำตลอดแนวก็เป็นไปได้ยากเพราะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แม้ว่าจะเป็นเมืองขนาดเล็กแต่ชุมชนก็ได้รับเดือดร้อน เนื่องจากผังเมืองเดิม ไม่สอดรับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"
อาจารย์วนารัตน์ เล่าต่อไปว่า โครงการดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยที่ได้จะเป็นตัวอย่างของการวางผังเมืองมาใช้ในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมได้โดยไม่ต้องลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน "ไม่ห้ามการเติบโตหรือพัฒนา แต่ควรหลีกเลี่ยง ที่จะพัฒนาชุมชนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อ น้ำท่วมซ้ำซากหรือพื้นที่ที่เป็นเส้นทาง ผ่านของน้ำ" โดยควรทำเป็นพื้นที่รองรับน้ำ หรือ "ฟลัดเวย์" (Flood Way) และควรมุ่งเน้นไปพัฒนาในพื้นที่ที่ปลอดภัยมากกว่า
จึงต้องมีการปรับการใช้ที่ดินโดยอาศัยวิธีการทางผังเมือง ซึ่งผลงานวิจัยนี้ได้เสนอให้มีการจัดทำผังเมืองรวมพุนพิน และแนวทางการพัฒนาเมืองใหม่ มีแนวทางสำคัญ 5 ประการด้วยกัน คือ 1.แนวคิดการพัฒนาเมืองแบบ 2 ศูนย์กลาง หรือมีเขตเมืองเก่าและใหม่ 2.การปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ที่ดิน 3.การออกข้อกำหนดอาคาร ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 4.การลดปัญหาน้ำท่วมโดยฟลัดเวย์และพื้นที่รับน้ำ และ 5.การก่อสร้างและบำรุงกำแพงป้องกันน้ำท่วม
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังแสดง ให้เห็นว่า "แนวโน้มความเสี่ยงทั้งในแง่ ของความรุนแรง และความถี่ในการเกิดน้ำท่วมในอนาคตจากสภาพ ภูมิอากาศจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นและ บ่อยครั้งขึ้น" เห็นได้จากปริมาณฝนเฉลี่ย รายเดือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และปริมาณฝนรายปีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 37 ทำให้คาดการณ์ได้ว่า แนวโน้มการเกิดเหตุการณ์จะเร็วขึ้น ในเดือนพ.ย. และมีระยะเวลายาวนานขึ้น
"ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี ในระหว่างปี 2555-2642 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการบ่งชี้ ถึงความเสี่ยงที่ชุมชนจะได้รับความ เสียหายจากน้ำท่วมสูงมากขึ้นตาม ไปด้วย ซึ่งก็ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลง สภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ ยังมีความสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ ที่ อ่อนไหว โดยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า นอกจาก ทำเลที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัยแล้ว ยังมีการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม มีการก่อสร้างอาคารโรงงานอุตสาหกรรมรวมถึงการก่อสร้างถนนที่ไปกีดขวางทางไหลของน้ำ" อาจารย์วนารัตน์ กล่าว
และเมื่อใช้การประเมินระดับความสูงของน้ำท่วมที่พบจากการสร้างแผนที่ความสูงของน้ำท่วมในปี 2554 ด้วย "GIS" หรือการนำระดับน้ำท่วมที่วัดได้จากสภาพพื้นที่จริง มากำหนดจุดลงบนแผนที่และจำลองภาพขึ้น ในคอมพิวเตอร์ พบว่า "พื้นที่ส่วนใหญ่ ในเขตผังเมืองรวมพุนพิน ประสบปัญหาน้ำท่วมสูงตั้งแต่ระดับ 0.1-6 เมตร" โดยบริเวณที่มีระดับน้ำท่วมสูงมากที่สุด ได้แก่ บริเวณที่ลุ่มต่ำฝั่งทิศใต้ ของชุมชน
ในทางกลับกัน "พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยที่สุดคือพื้นที่ฝั่งตะวันตก และพื้นที่บริเวณดังกล่าวปัจจุบันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากนัก" จึงเสนอให้ "เปิดเมืองใหม่" ขึ้นเพราะเป็นพื้นที่สูงและอยู่ใกล้สนามบิน การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากกว่า โดยตั้งเมืองใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน รวมถึงให้เป็นพื้นที่สำหรับการขยายตัว ของชุมชนหนาแน่น ซึ่งไม่เสี่ยงต่อ น้ำท่วม
"เมืองเก่าควรจัดให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เพราะนอกจากมีอาหารการกินมากมายแล้วยังมีทั้งอาคารเก่าที่มีศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่ควรอนุรักษ์ฟื้นฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ให้ชุมชน แต่ไม่ควรพัฒนาความเป็นเมืองหรือไม่ควรขยายชุมชนหนาแน่นเพิ่มขึ้นอีก เพราะด้วยสภาพพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมสูง" อาจารย์วนารัตน์ ระบุ
นักวิชาการผู้นี้ กล่าวสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมา "แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องผังเมืองกันมากนัก" เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน "แต่การวางผังเมืองที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาการเกิดน้ำท่วม ในอนาคต" และยังเป็นทางเลือกให้ชุมชน
ในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศได้!!!
ที่มา : ryt9