เจาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจใต้ – “รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมโยงจากอีอีซี ถึงชุมพรและระนอง ซึ่งเป็นระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เป็นงานระยะแรกที่รัฐบาลตั้งใจทำ รวมทั้งการก่อสร้างและพัฒนาถนนเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera) เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่ง ที่อยู่ในขั้นตอนการขับเคลื่อน ถ้า 2 โครงการนี้สำเร็จ จะพลิกโฉมการพัฒนาภาคใต้ ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ดีมากขึ้น”
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จ.ชุมพร หรือ ครม.สัญจรชุมพร
เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) โดยนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพร จ.ระนอง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช และจะให้ จังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ได้ประโยชน์จากการพัฒนาในโครงการนี้
นายสมคิดกล่าวว่า ทั้ง 4 จังหวัด ถือว่ามีจุดเด่น โดย จ.ชุมพร มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลไม้และมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว จ.ระนอง เป็นประตูตะวันตก ที่จะพัฒนาเป็นท่าเรือ ส่งไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC ที่มีสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย
นอกจากนี้จะมีเส้นทางรถไฟทางคู่เชื่อม จ.ชุมพร และ จ.ระนอง เป็นการเชื่อมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กับทะเลอันดามัน ทำให้สินค้าแปรรูปจากจังหวัดในภาคใต้สามารถและเข้าไปถึงอีอีซี จะเป็นโครงการใหญ่เคียงคู่ไทยแลนด์ริเวียร่า จาก จ.เพชรบุรีสู่ จ.ชุมพรและขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ส่วน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช คือพื้นที่เกษตรที่จะเป็นแหล่งผลิตและแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่สำคัญ
นายสมคิดบอกอีกว่า ภาคใต้เป็นดินแดนที่สมบูรณ์ที่สุด แต่จีดีพีต่อหัวต่ำ เพราะการพัฒนาที่ผ่านมาในอดีตกระจัดกระจาย ขาดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ เราเลือก 4 จังหวัดก่อน เพราะเอื้อกันเชิงตรรกะ เริ่มต้นง่ายเพราะมีงบประมาณอยู่แล้ว เหมือนเอาภาพที่กระจัดกระจายใส่กรอบให้เห็นชัดและโฟกัส ต่อไปก็ให้จังหวัดอื่นมาเกาะเกี่ยว เป็นเฟสการพัฒนา ต่อไป นี่เป็นจุดเปลี่ยนการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้
ครม.รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณา โดยให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ รวม 28 โครงการ มูลค่า 128,391 ล้านบาท เป็นโครงการทางบก 43,000 ล้านบาท อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 8 ในปี 2560-2579 แบ่งเป็น 4 ช่วง คือ นครปฐม-ชะอำ, ชะอำ-ชุมพร, ชุมพร-สงขลา และ สงขลา-นราธิวาส
รวมทั้งการขยายจราจร 4 ช่องทาง โครงการทางน้ำ ท่าเรือ 628 ล้านบาท สนามบิน 1,338 ล้านบาท สถานีกันตัง จังหวัดตรัง ท่าเรือนาเกลือ 15 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 83,506 ล้านบาทเป็นโครงการรถไฟทางคู่รวม 4 โครงการ ประกอบด้วย เส้นทาง ชุมพร-ระนอง, สุราษฎร์ธานี-ท่านุ่น, สุราษฎร์ธานี-ดอนสัก และ พังงา-กระบี่ อยู่ระหว่างการศึกษา
ข้อเสนอของภาคเอกชนทั้ง 5 ด้านประกอบด้วย
1.ด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ สนับสนุนด้านอุตสาห กรรม การค้าการลงทุน และการค้าชายแดนภาคใต้ เช่น การพัฒนาโครงข่ายระบบราง ทางน้ำ เป็นต้น
2.ด้านการท่องเที่ยว มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและยกระดับการรักษาความปลอดภัยแหล่ง ท่องเที่ยวหลัก
3.ยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตเกษตร เช่น การจัดตั้ง oil palm city
4.พัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การก่อสร้างโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ สุราษฎร์ธานี
และ 5.การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ส่วนโครงการท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ ที่ขณะนี้เริ่มศึกษาไปบ้างแล้ว จะกำหนดให้ศึกษาแล้วเสร็จภายในปี 2562 ส่วนโครง การพัฒนาท่าเรือแวะพักและสิ่งอำนวยความสะดวก จะศึกษาให้เสร็จในปี 2563
การศึกษาแนวทางการพัฒนาเมืองระนองให้เป็น Smart Living City จะให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปศึกษารายละเอียดร่วมกันให้แล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.2562
ด้าน นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย ระบุว่า ภาคเอกชนติดตามแผนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดภาคใต้และเสนอเร่งรัดโครงการ ทั้งรถไฟทางคู่ ระบบถนน ระบบขนส่งทางน้ำ ทางอากาศ ภาคเกษตร สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมกว่า 34 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 2 แสนล้านบาท
โดยในที่ประชุม นายกรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการ มีการสอบถามรายละเอียดเป็นรายโครงการกับภาคเอกชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. สัญจรที่ชุมพร เพื่อเห็นชอบกรอบดำเนินการต่อไป
ส่วนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน และการค้าชายแดน ประกอบด้วยโครงการสำคัญ เช่น โครงการท่าเรืออเนกประสงค์ เพื่อเชื่อมแลนด์บริดจ์ของท่าเรือชุมพร-ระนอง วงเงิน 5,000 ล้านบาท โครงข่ายระบบราง รถไฟทางคู่ เส้นทางสุราษฎร์ธานี-ดอนสัก 11,000 ล้านบาท
รถไฟทางคู่ เส้นทางสุราษฎร์ธานี- ท่านุ่น 34,000 ล้านบาท และเสนอเห็นชอบหลักการโครงการรถไฟทางคู่เส้นทางชุมพร-ระนอง 12,000 ล้านบาท โดยเสนอขอเร่งรัดใช้งบประมาณปี 2563 ซึ่งมีการศึกษาความเป็นไปได้ และออกแบบโครงการในบางเส้นทางแล้ว
นอกจากนี้ ยังเสนอเร่งรัดการก่อสร้างและพัฒนาถนนเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera) เพื่อพัฒนาตาม แนวชายฝั่งเชื่อมต่อจากเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง และสงขลา เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็นการพัฒนาตามแนวชายฝั่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เสนอศึกษาโครงการรถไฟเชื่อมท่านุ่น-สนามบินกระบี่ ในด้านการท่องเที่ยว เสนอให้มีการลงทุนติดตั้ง สมาร์ตซีซีทีวี ทั้งทางบกและน้ำ เสนอโครงการโรงพยาบาล ทุติยภูมิ สุราษฎร์ธานี รองรับการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน
“เอกชนพอใจผลการพูดคุยกับนายกฯ ครั้งนี้มาก เพราะนายกฯ ลงรายละเอียดทุกโครงการไม่เหมือนเมื่อครั้งเดินทางมาประชุมครม.สัญจร รอบที่แล้วที่จังหวัดสงขลา ที่เห็นแต่ภาพรวมโครงการ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับข้อเสนอไปเร่งทำด้วยการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ”
นายวัฒนากล่าว และว่าภาคเอกชนเชื่อว่าจะช่วยดันเศรษฐกิจภาคใต้ให้โตได้มากกว่าปีละ 1.2 ล้านล้านบาท
หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ จะพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างแท้จริง
ที่มา : ข่าวสด