‘สมคิด’ สั่งปูพรมสร้างบ้านทั่วประเทศ

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

‘สมคิด’ สั่งธอส.ผนึกการเคหะฯ เร่งผุดโครงการที่อยู่อาศัย รองรับผู้มีรายได้น้อย ผู้เริ่มต้นครอบครัว และผู้สูงวัย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้เวลา 3-4 เดือนส่งการบ้านก่อนลงมือ มั่นใจธุรกิจอสังหาฯ โตยาว 

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดงานบ้าน ธอส. เอ็กซ์โป ว่า นายสมคิด กล่าวว่า การมีบ้านถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวจึงเป็นความตั้งใจของรัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตัวเองใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้ที่เริ่มสร้างครอบครัว และกลุ่มผู้สูงอายุ
ทั้งนี้จะให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ได้ไปร่วมกันพัฒนาโครงการบ้านในระดับแมสทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้การลงทุนรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) ที่มีอยู่แล้ว โดยให้เวลา 3-4 เดือน เสนอโครงการเข้ามาให้รัฐบาลพิจารณาและสนับสนุนในสิ่งที่ติดขัด

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจของไทยยังไม่ฟื้นตัว ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น แต่เมื่อธุรกิจอสังหาฯเติบโตขึ้นจะนำไปสู่ความต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น  ในปีนี้สถานการณ์แตกต่างจาก 2 ปีที่แล้ว เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนมีเพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อบ้านก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน 

ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาส 1 เติบโตขึ้น 3% ซึ่งมีส่วนช่วยให้ธุรกิจขยายตัว และการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การลงทุนด้านโครงข่ายคมนาคม โครงการรถไฟฟ้าต่างๆ ที่จะเห็นผลใน 4-5 ปีข้างหน้า จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าจะเติบโตขึ้นอีกมาก 

นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงของหลายๆ จังหวัด และเกิดความเจริญอย่างที่คาดไม่ถึง โครงการการพัฒนาเมืองหลักในภูมิภาค เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น และอีกหลายจังหวัดที่กำลังจะตามมา จะทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเหล่านั้นฟื้นตัวขึ้น  

ขณะเดียวกันการส่งเสริมการท่องเที่ยวหัวเมืองรองที่จะเติบโตขึ้นภายใน 4-5 ปี จะทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองในภูมิภาค ผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนก่อนก็จะได้เปรียบ  โดยมั่นใจว่า ในปีนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตอย่างแน่นอน และจะโตต่อเนื่องจากโครงการที่รัฐบาลผลักดัน 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ธอส.เห็นด้วยกับแนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้เริ่มต้นครอบครัวใหม่ และผู้สูงอายุมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยธอส.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อออกแบบไฟแนนซ์เชียลโปรแกรมทั้งในส่วนของผู้กู้และผู้พัฒนาโครงการ ส่วนการลงทุนในลักษณะร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน  (พีพีพี) นั้น ต้องขอดูรายละเอียดก่อน 

“ในเบื้องต้นต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถผ่อนบ้านในอัตราที่ต่ำในระยะยาวได้คือประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยและราคาบ้าน ประกอบด้วย โดยปัจจุบันกู้บ้าน 1 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี จะผ่อนเดือนละ 6,000 บาท แต่หากราคาบ้านถูกลงดอกเบี้ยไม่สูงมาก ระยะเวลาผ่อนนานขึ้น เช่น 40 ปี ก็เชื่อว่าน่าจะผ่อนในอัตรานี้ได้ ส่วนโดยบ้านที่จะพัฒนาอาจจะเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียมเนื่องจากต้นทุนที่ดินถูกกว่า ทำราคาไม่สูงมากนัก สามารถพัฒนาในราคาที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อยูนิตได้” นายฉัตรชัยกล่าว

สำหรับงาน ธอส.เอ็กซ์โปในปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาขอสินเชื่อเป็นอย่างมาก จากเดิมที่ตั้งไว้ตั้งวงเงินปล่อยสินเชื่อไว้ 6,000 ล้านบาท ในวันแรกปล่อยสินเชื่อไปได้แล้ว 4,000 ล้านบาท ทำให้เชื่อว่าตลอดงาน 4 วันจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

ด้านนายธัชพล กาญจนกูล  ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า จากนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี การเคหะฯมีโครงการสนับสนุนให้เอกชนที่มีที่ดินในต่างจังหวัดพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศในทุกจังหวัดได้ โดยอยู่ระหว่างการทำข้อตกลงร่วมร่วมกับสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ในการสนับสนุนสินเชื่อโครงการ และรายย่อย หลังจากนั้นจะทำข้อตกลงร่วมกับเอกชนที่สนใจซึ่งขณะนี้มีอยู่ 50-60 ราย ขณะเดียวกัน จะนำโครงการร่วมทุน 3 โครงการ ได้แก่ การเคหะฯร่มเกล้า การเคหะหนองหอย เชียงใหม่ และโครงการฟื้นฟูเคหะชุมชนดินแดง เฟส 3 และ 4   เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในสัปดาห์หน้า 

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่อง “Leaving no one behind Housing and Urban Development” หรือการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจัดในงานบ้าน ธอส. เอ็กซ์โป ว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดทำโครงการต่าง ๆเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองให้มากที่สุด โดยประกอบด้วย

1.การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 11.4 ล้านคน ในอัตราดอกเบี้ย 2.75% ระยะเวลา 4 ปีแรก จากนั้นก็คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและให้สามารถผ่อนชำระได้นาน 40 ปี 
2.โรงเรียนการเงิน สำหรับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ติดปัญหาไม่มีเอกสารการเงิน หรือเคยมีปัญหาเครดิต โดยต้องให้ผู้กู้ออมเงินในอัตราหนึ่งก่อนเป็นระยะเวลา 9 เดือน จากนั้นถึงจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อ
3.การระกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ mortgage insurance เพื่อให้ใช้เงินดาวน์ต่ำ และได้วงเงินที่สูงขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายของธอส.
4.การพัฒนาโครงการซีเนียร์ คอมเพล็กซ์ สำหรับผู้สูงอายุ ที่ นครนายก ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ โดยจะคิดค่าเช่าในอัตราที่ถูก 
5.สินเชื่อสำหรับผู้สูงวัย หรือ รีเวิร์สมอร์เกจ (Reverse Mortgage) โดยเปิดให้ผู้สูงอายุนำบ้านมาจดจำนองแล้วสถาบันการเงินจ่ายค่าบ้านเป็นรายเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต โดยขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย ธอส.เพื่อให้สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้เช่นกัน
6.การจัดทำระบบฐานข้อมูลบ้านมือสอง  หรือ  Multiple Listing System เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาพคล่องในตลาดบ้านมือสองให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด โดยขณะนี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดเก็บข้อมูล

Baania มี Line แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวอสังหาริมทรัพย์แบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน Line ID @baania

 

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร