อยากเลี้ยงแมวเปอร์เซียต้องฟังทางนี้ ทุกข้อมูลเกี่ยวกับน้องอยู่ที่นี่

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

1 ใน 10 สายพันธุ์แมวที่ได้รับความนิยมทั่วโลกก็คงจะหนีไม่พ้นแมวเปอร์เซีย (Persian Cat) ผู้มีใบหน้าดุจดั่งตุ๊กตาโดยมาพร้อมขนที่ยาวสวยทำให้เป็นที่หมายตาของเหล่าบรรดาทาสแมว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากท่านต้องการจะนำน้องไปเลี้ยงดูก็ควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงลักษณะนิสัยเพื่อให้การอยู่ร่วมกันทั้งคนและสัตว์มีแต่ความสุข วันนี้จึงขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับน้องแมวเปอร์เซียกัน โดยเริ่มกันที่

1. ประวัติความเป็นมา

เป็นแมวที่ถือกำเนิดในดินแดนตะวันออกกลางแถบเปอร์เซีย หรือในประเทศที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ อิหร่าน และตุรกีซึ่งเชื่อว่าแมวสายพันธุ์นี้เป็นลูกหลานของแมวป่าอเมริกา (African wildcat) แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด ต่อมาเจ้าเปอร์เซียได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในทวีปยุโรปโดยการนำเข้าของประเทศอิตาลี เมื่อปีค.ศ.1620 จากการบันทึกหลักฐานของบรรพบุรุษ และกลายเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจึงถูกนำพันธุ์ไปขายต่อในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปีค.ศ.1900 ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามถิ่นกำเนิด นั่นก็คือ “Persian Cat” มาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติ

2. ลักษณะทางสายพันธุ์

เป็นสายพันธุ์ที่มีโครงสร้างของลำตัวตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 13-15 กิโลกรัมจึงค่อนข้างมีกระดูกที่ใหญ่ และแข็งแรง จุดที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ หัวค่อนข้างกลม ตาโต หน้าผากโหนก แก้มเต็ม และจมูกหัก โดยมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 14 - 18 นิ้ว หางสั้นตรง ขนยาวสวยดุจเส้นไหมซึ่งเป็นที่ชื่นชอบ และหลงใหลในเหล่าบรรดาคนรักแมวเป็นอย่างมาก หากแบ่งตามลักษณะสายพันธุ์จะพบว่าสามารถแบ่งออกเป็น 7 ชนิดดังนี้

  1. Himalayan เป็นสายพันธุ์ผสมระหว่างแมวสายพันธุ์ไทย (วิเชียรมาส) กับเปอร์เซีย ซึ่งจะมีจุดตำแหน่งเดียวกับวิเชียรมาส แต่ให้ขนยาวสวยเช่นเดียวกับเปอร์เซีย จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างคือลักษณะดวงตาที่ออกโทนสีฟ้า หรือน้ำเงิน
  2. Solid colour เป็นแมวที่มีสีขนสีเดียวตลอดทั้งตัวซึ่งไม่มีตำหนิ หรือไล่เฉดสีไม่ว่าจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เทาเข้ม ดำสนิท ครีม น้ำตาลช็อกโกแลต หรือสีลาเวนเดอร์
  3. Sliver&Golden เป็นแมวที่มีสีขนไล่เฉดสีในเส้นเดียว ทั้งยังมีดวงตาสีน้ำเงินอมเขียว หรือสีเขียวเท่ากัน
  4. Tabby หรือแมวลายสลิดโดยมีลวดลายที่ยอมรัยด้วยกันอยู่ 2 แบบก็คือ แบบ Classic และ Mackerel โดยแถบสีเข้มตัดสีอ่อนตลอดทั้งตัว
  5. Calico & Bi-Color เป็นแมวที่มีสีหลักคือสีขาว และมีสีอื่นอีก 1 สี สำหรับดวงตาก็เช่นกันเช่นตาข้างนึงสีฟ้า อีกข้างสีทองแดงซึ่งความเข้มของสีตาทั้งสองข้างจะค่อนข้างเท่ากัน
  6. Shade&Smoke เป็นแมวที่มีลักษณะการไล่สีขนซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ Shell มีสีที่ปลายขนเพียงเล็กน้อย, Shade มีสีค่อนข้างมากและ Smoke มีสีมากที่สุดในทั้งหมด
  7. Parti-colour เกิดจากการถ่ายทอดของโครโมโซมทำให้เกิดแค่เพศเมียเพียงเท่านั้น โดยสีที่พบก็ได้แก่สีกระดองเต่า สีดำสลับแดง สีน้ำเงินครีม หรือสีเทาสลับครีม

ลักษณะทางสายพันธุ์

3. บุคลิก และลักษณะนิสัย

โดยปกติจะมีนิสัยค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยซุกซน ไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้างในชีวิตประจำวัน มีความใจเย็น และสุขุมพอตัวแต่บางครั้งก็จะมีนิสัยเด็กแสดงออกมาจึงเป็นที่รักของเด็ก ๆ เนื่องจากน้องสามารถเป็นเพื่อนเล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ ได้ดี อีกทั้งไม่ทำให้ข้าวของในบ้านพังเสียหายอีกด้วย สำหรับเรื่องความขี้อ้อนคงจะไม่เทียบเท่าแมวสายพันธุ์อื่น ๆ ขอเพียงแค่ได้อยู่ใกล้เจ้าของ หรือนอนตักบ้างเป็นบางครั้งก็เพียงพอแล้ว

ลักษณะนิสัย

4. การดูแล และทำความสะอาด

สารอาหาร และแร่ธาตุ
ควรให้อาหารเป็นเวลาสม่ำเสมอ รวมถึงการควบคุมปริมาณอาหารเพื่อให้น้องนั้นมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้สารอาหารในแต่ละวันที่ควรจัดให้ก็ควรประกอบไปด้วย

  • โปรตีน (Protein) เพื่อช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ
  • คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เพื่อช่วยในการสร้างพลังงานแก่ร่างกาย
  • ไขมัน (Fat) เป็นแหล่งพลังงานช่วยสะสมไขมันทำให้มีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • วิตามิน และแร่ธาตุ (Vitamin and minerals) จะมีส่วนช่วยในการเติมเต็มส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ขาดหายไปซึ่งอาจจะไม่ได้รับอย่างเพียงพอ หรือร่างกายไม่สามารถสร้างได้ด้วยตนเอง

นอกจากสารอาหาร และแร่ธาตุสำหรับร่างกายแล้ว ควรจัดหาอาหารเสริมที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงขนของน้องแมวให้ยาวสลวยเงางาม และไม่ขาดหลุดร่วงง่าย

การดูแลทำความสะอาด

  • การแปรงขน ควรมีการแปรง และหวีเพื่อให้ขนของน้องไม่พันกันเป็นประจำทุกวัน
  • ดวงตา ควรมีการเช็ดทำความสะอาดด้วยก้านสำลี หรือผ้าเช็ดแบบเบา ๆ
  • ใบหู ควรมีการเช็ดทำความสะอาดด้วยกระดาษทิชชู หรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทั้งใน และนอกใบหูแต่ทั้งนี้ในส่วนของใบหูเป็นจุดที่อ่อนไหวง่ายของน้องแมวจึงควรระมัดระวัง และเบามือมากที่สุด
  • การอาบน้ำ หากท่านไม่ค่อยมีเวลามากนักควรอาบน้ำให้น้องอย่างน้อยเดือนละครั้ง แต่หากมีการเล่นสกปรก หรือพอมีเวลาควรหมั่นอาบน้ำให้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

กิจกรรมเสริม 
เนื่องจากเปอร์เซียเป็นแมวที่สามารถนอนเฉย ๆ ได้ตลอดทั้งวัน อาจจะทำให้น้องอ้วนได้เช้นเดียวกับมนุษย์ ดังนั้นควรพาน้องไปวิ่งเล่น หรือพาไปทำกิจกรรมใหม่ ๆ เช่น การโยนบอล การใช้ไม้แหย่แมว การเล่นตุ๊กตาเพื่อไม่ให้น้องอยู่นิ่งมากจนเกินไป

 การดูแล

5. อาการ และโรคที่อาจเกิดขึ้น

สัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นหมาแมวสายพันธุ์ใดก็มีแนวโน้มในการป่วยได้เช่นกับเปอร์เซีย ซึ่งอาการ หรือโรคส่วนใหญ่ที่เจอบ่อย ได้แก่

  • ภาวะทางการหายใจ คือ มีอาการหายใจติดขัด หรือเสียงดังอันเนื่องมาจากช่องจมูกของเจ้าเปอร์เซียค่อนข้างแคบ
  • ปัญหาผิวหนังสามารถเกิดโรครา กลาก เกลื้อนรวมถึงผิวหนังตกสะเก็ดต่าง ๆ ได้ง่าย
  • ปัญหาสายตา เช่น น้ำตาไหลเยอะ หรือหนังตาม้วน
  • ป่วยเนื่องจากอากาศร้อน เนื่องจากแมวสายพันธุ์นี้มักชอบอากาศเย็น
  • ซีสต์ที่ไต 

โรคที่อาจเกิดขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างกันกับการทำความรู้จักน้องแมวเปอร์เซียมากยิ่งขึ้น หวังว่าท่านจะทราบ และเข้าใจถึงถิ่นกำเนิด ลักษณะสายพันธุ์ บุคลิก นิสัย รวมไปถึงขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อดูแลรักษาให้น้องแมวมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลโรคต่าง ๆ เพื่อให้เขาได้อยู่เคียงข้าง และมอบความสุขแก่คุณ และคนทุกคนในครอบครัว 

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร