เสนาฯ ผนึกฮันคิว รุกคอนโดผู้สูงวัย-มิกซ์ยูส

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

เมื่อต้นปี 2561 บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศกลยุทธ์ “Growth Hormone” ขยายการเติบแบบก้าวกระโดด ด้วยแผนปฏิบัติการ 5 power shot พร้อมกับประกาศแผนการลงทุนโครงการใหม่ 18 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2560 โดยได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ตัวเลข 10,300 ล้านบาท เติบโตขึ้น 66% และมีรายได้อยู่ที่ 5,200 ล้านบาท ใกล้เคียงกับรายได้ปี 2560  ถือเป็นการรุกตลาดครั้งใหญ่สุดของ เสนาฯ และพันธมิตรจากญี่ปุ่น ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปเปอร์เรชั่น บริษัทในกลุ่ม ฮันคิว ฮันชิน โฮลดิ้ง จากญี่ปุ่น  

นอกจากจะเป็นการรุกตลาดครั้งใหญ่แล้ว เสนาฯ ยังเปิดโครงการใหม่ๆ ในเซ็กเมนต์ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่น ปีติ เอกมัย โครงการระดับลักชัวรี่โครงการแรกของบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 5,000 ล้านบาท  หรือโครงการนิช โมโน เจริญนคร โครงการหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาโครงการแรก รวมถึงการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด Made from Her  ซึ่งเป็น consumer insight ที่เสนาฯ กล้าหยิบมาใช้ได้อย่างนิ่มนวล ตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวในเรื่องของเพศชาย-หญิง 

สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจากการร่วมทุนกับฮันคิว ฮันชิน เสริมความแข็งแกร่งทั้งในแง่ของเงินลงทุน และองค์ความรู้ใหม่ๆ Made in Japan ที่เสนาฯ นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว และเมื่อเร็วๆ นี้ เสนาฯ ได้พาบินลัดฟ้าไปถึงเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ฐานที่มั่นของ ฮันคิว ฮันชิน โฮลดิ้ง เพื่อเจาะลึกถึงนวัตกรรม และเทคโนโลยี่ต่างๆ ที่นำมาใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 

รถไฟ-อสังหาฯ รายได้หลัก ฮันคิว

ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปเปอร์เรชั่น คือ 1 ใน 6 ธุรกิจของ ฮันคิว ฮันชิน โฮลดิ้ง ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งระหว่างเมืองมากว่า 100 ปี ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่าง 3 เมืองหลัก ประกอบด้วย โอซาก้า โกเบ และเดียวโต นอกจากนี้ ฮันคิว ฮันชิน ยังมีธุรกิจ เอนเทอร์เทนเมนต์  ธุรกิจคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ ธุรกิจโรงแรมที่มีโรงแรมภายใต้กลุ่มบริษัทมากกว่า 10,000 ห้อง และธุรกิจท่องเที่ยว โดยมีรายได้ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2018 อยู่กว่า 2 แสนล้านบาท  โดยรายได้หลักๆ จะอยู่ที่ธุรกิจคมนาคมขนส่งระหว่างเมือง 29.2% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 27.6% 

ฮันคิว  ฮันชิน เริ่มเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปี 1910 โดยเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับกับเส้นทางรถไฟของบริษัท ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ที่เรียกว่า Transit-Oriented Development หรือ TOD เพื่อให้คนที่เดินทางเข้าเมืองใช้บริการรถไฟของบริษัทให้มากขึ้น ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาที่ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยเริ่มจากการพัฒนาบ้านเดี่ยวที่อยู่นอกเมือง และอีก 60 ปีต่อมา จึงเริ่มพัฒนาคอนโดมิเนียม 

เจ้าหน้าที่บริษัท ฮันคิว ฮันชิน อธิบายว่า การพัฒนาในรูปแบบ TOD กว่าจะเป็นชุมชนรอบสถานีรถไฟฟ้าที่สมบูรณ์ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี เลยทีเดียว เริ่มจาก 5 ปีแรกเมื่อคนเริ่มเข้ามาอยู่อย่างหนาแน่นขึ้น จึงค่อยๆ พัฒนาอย่างอื่นตามมาอีก 5 ปี และกว่าจะเป็นชุมชนที่สมบูรณ์จะใช้เวลาอีก 10 ปี  ดังนั้นการพัฒนาในรูปแบบ TOD ตามแนวรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ในเมืองไทยก็คงต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานไม่แตกต่างกัน

Geo Fit+ นวัตกรรมเพื่อผู้บริโภค

สำหรับแบรนด์ Geo ซึ่งเป็นแบรนด์หลักของโครงการที่อยู่อาศัยของ ฮันคิว ฮันชิน เกิดขึ้นเมื่อปี 1990  มาจากคำว่า Geography ซึ่งหมายถึง ผืนแผ่นดิน  สะท้อนแนวคิดการพัฒนาด้วยการใช้ผืนแผ่นดินให้มีคุณค่ามากที่สุด ประกอบด้วย 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ Geo, Geo Tower และ Geo Grand อย่างเช่น โครงการคอนโดที่เปิดขายอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ Geo Tower Osaka  

โครงการดังกล่าวเป็นคอนโดมิเนียมหรู อยู่ในย่าน อูเมดะ สูง 37 ชั้น จำนวน 250 ยูนิต ขนาด 50-155 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 40 ล้านเยน ไปจนถึง 200 ล้านเยน ถือเป็นคอนโดที่จับกลุ่มคนทำงานที่มีเงินเดือนสูงๆ  โดยเจ้าหน้าที่ของ Geo Tower Osaka เล่าให้ฟังว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อประมาณ 3 เดือน และส่วนใหญ่จะใช้บริการสินเชื่อซึ่งสัดส่วนการปล่อยกู้ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางด้านการเงินของลูกค้าเป็นสำคัญ ถ้าฐานะทางการเงินของลูกค้าดีก็สามารถกู้ได้เต็ม 100%  โดยปัจจุบันโครงการ  Geo Tower Osaka มียอดขายแล้ว 30-40% 

สำหรับคนวัยทำงานของญี่ปุ่น มีเงินเดือนขั้นต่ำในระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 2 แสนเยนต่อเดือน และคนส่วนใหญ่จะเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่นอกเมืองขนาดห้องแค่ 20-25 ตารางเมตร อัตราค่าเช่าอยู่ที่  7 หมื่นเยนต่อเดือน  เพราะราคาที่อยุ่อาศัยในญี่ปุ่นแพงมาก 

เมื่อที่อยู่อาศัยมีราคาแพง การพัฒนาที่อยู่อาศัยจึงต้องคุ้มค่ากับเงินทุกๆ เยนที่ผู้บริโภคต้องจ่ายออกไป การสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าในทุกๆ เรื่อง แม้แต่รายละเอียดปลีกย่อย จึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดในการพัฒนาอสังหาริมารัพ์ของกลุ่ม ฮันคิว ฮันชิน และเป็นที่มาของคำว่า Geo Fit+ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดมาจากการสั่งสมประสบการณ์ เพื่อสร้างนวัตกรรมซึ่งช่วยให้ทุกคนได้อยู่ในบ้านอย่างมีความสุข ด้วยการสร้างบ้านเพื่อความพอใจสูงสุดของผู้อยู่อาศัย มีความสะดวกสบาย และประโยชน์ใช้สอยสูงสุดสนองความต้องการของทุกวัย และยังต้องปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

Geo Fit+ คือแนวคิดที่มาจากเคารพความต้องการของผู้อาศัย ใส่ใจตั้งแต่ความต้องการเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้น โดยมีวงจรการทำงานที่เกิดจากความต้องการและคำแนะนำของผู้อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการรวบรวมความคิดเห็นของผู้อยู่อาศัยและลูกค้า และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ทดลองใน Geo fit+ Lab พื้นที่เหมือนจริง กับผู้อยู่อาศัยหลายกลุ่มหลายวัย และรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงแก้ไขจนสามารถติดตั้งใช้ได้จริงในโครงการ เมื่อสิ้นสุดขบวนการนี้ ก็เริ่มขั้นตอนรับฟังใหม่ เกิดเป็นวงจรที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าบ้านที่ดีที่สุด คือบ้านที่สนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยมากที่สุด

ต่อยอด “MADE FROM HER”

ทั้งนี้ Geo Fit+ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านคือ Geo Fit+ Days: คุณภาพที่ได้มาตรฐาน Geo Fit+ Eco: ใส่ใจสิ่งแวดล้อม Geo Fit+ Age: ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย Geo Fit+ Sonae: เตรียมพร้อมฉุกเฉินป้องภัยธรรมชาติ ซึ่งแนวคิดในเรื่องของ Geo Fit+ ทางบริษัท เสนาฯ ได้นำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงการในประเทศ โดยผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า บริษัทจะเอา Know How นี้ มาต่อยอดสู่การทำ Focus Group และได้ข้อมูล Insight ของลูกค้า นำมาพัฒนาโปรดักส์ ผ่านแนวคิด “MADE FROM HER” ที่สร้างความแตกต่าง และส่งผ่านไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการ 

“บริษัทจะนำแนวคิด "MADE FROM HER"  มาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในทุกโครงการ ทุกเซ็กเมนต์ ในระดับราคา 1- 10 ล้านบาท ซึ่งจะรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เช่น การแยกส่วนฟิตเนส เพิ่มฟังก์ชั่นต่างๆ ให้กับผู้หญิง รวมถึงการเพิ่มประกัน และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง  MADE FROM HER ที่จะทำในปีหน้าจะมีความละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงมากยิ่งขึ้น จากการร่วมกันพัฒนาสินค้า กับฮันคิว ฮันชิน”ผศ.ดร. เกษรา กล่าว 

ที่ผ่านมา เกือบๆ 2 ปี เสนาฯมีโครงการร่วมทุนกับ ฮันคิว ฮันชิน ไปแล้ว 7 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท   ได้แก่ 1.โครงการนิช  โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง 2.โครงการ นิช โมโน เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์  3.โครงการ ปีติ เอกมัย 4.โครงการ นิช โมโน เจริญนคร 5.โครงการ นิช โมโน เมกะ สเปซ บางนา 6.โครงการ นิช โมโน รามคำแหง และที่เพิ่งเซ็น MOU ไปล่าสุดเป็นโครงการที่ 7 คือ โครงการ ปีติ บางจากที่คาดว่าจะต้องไปเปิดตัวในปีหน้า 

ผุด11คอนโดร่วมทุนลุยตลาดผู้สูงวัย

สำหรับในปี 2562 จะยังมีโครงการร่วมทุนต่อเนื่องอีก 11 โครงการ รวมมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท จากโครงการที่บริษัท เสนาฯจะเปิดตัวในปีหน้าทั้งหมด 20 โครงการ  นอกจากนี้ เสนาฯ ยังมีแนวคิดที่จะพัฒนาคอนโดมิเนียม รองรับกลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากเทรนด์ในอนาคตจำนวนผู้สูงวัยในประเทศจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหลังจากได้ศึกษาดูงานจาก ฮันคิว ฮันชิน พร้อมกับการดึงพันธมิตรที่มีประสบการณ์ในธุรกิจ เวลล์เนส มาร่วมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่จะเปิดตัวในปีหน้าด้วยเช่นกัน 

ด้านนายวากาบายาชิ ชึเนะโอะ ประธานกรรมการบริหาร ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปเปอร์เรชั่น กล่าวว่า บริษัทเริ่มมองหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยเนื่องจากมองว่ายังเป็นกลุ่มประเทศที่รายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) โตต่อเนื่องและมีศักยภาพในการเติบโตสูง และยังเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน โดยมีมูลค่าการลงทุนในอาเซียนปีละ 6,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 25% เป็นการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด และเห็นตัวเลขรายได้ชัดเจนที่สุด
 
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ บวกกับความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย ทำให้เตรียมลงทุนเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท สะท้อนจากข้อมูลภาครัฐที่ระบุว่าในปี พ.ศ. 2574 หรืออีก 13 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นสูงสุด นั่นหมายถึงความต้องการในอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอีกมาก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเนื้อหอมสำหรับการร่วมทุนในครั้งนี้ 

นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแล้วยังสนใจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม ซึ่งได้แก่ ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ และอาคารสำนักงาน ในรูปแบบของโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งบริษัท เสนาฯ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ 

“การร่วมพัฒนาโครงการกับบริษัท เสนาฯ จะยังคงโฟกัสที่กรุงเทพฯ เพราะถือเป็นศุนยฺกลางของอาเซียน และจากประสบการณ์ 2 ปีที่ร่วมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกับเสนาฯ ยังสนใจการพัฒนาโครงการในรูปแบบของพาณิชยกรรม ซึ่งบริษัทมีประสบการณ์จากการพัฒนามิกซ์ยูสในย่านอูเมดะของโอซาก้า ที่สามารถนำ Know How มาใช้ในประเทศไทยได้ ถ้ามีโอกาสที่จะเข้าไปพัฒนา”
 
ส่วนเรื่องของรถไฟความเร็วสูงที่กำลังมีการพัฒนาโครงการในประเทศไทย นายชึเนะโอะ กล่าวว่า เรื่องของรถไฟ ทางบริษัทได้มีการศึกษาไว้แล้ว ซึ่งเรามีประสบการณ์ทั้งด้านการโอเปอเรชั่น และเมนเทนแนนซ์ รวมถึงมีประสบการณืในการพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่กับรถไฟมาอย่างยาวนาน  ถ้ามีโอกาสในประเทศไทยก็หวังว่าจะได้เข้าไปลงทุน นอกจากนี้ บริษัทยังสนใจการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุทั่วโลกมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น และทราบว่าทางรัฐบาลไทยได้มีมาตรการส่งเสริมในเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุเข้ามาพำนักในไทยมากขึ้น จึงมีความตั้งใจที่จะเข้าไปลงทุน ซึ่งคงต้องปรึกษากับทางเสนาก่น 

ทั้งหมดคือระยะเวลา 2 ปี กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการร่วมลงทุนระหว่าง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กับบริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปเปอร์เรชั่น จากญี่ปุ่น  และโอกาสทางธุรกิจจากองค์ความรู้ที่ถูกถ่ายทอด ประยุกต์ดัดแปลง ให้เหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย พร้อมกับการรุกก้าวต่อไปที่มั่นคง และชัดเจนยิ่งขึ้น

Baania มี Line แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวอสังหาริมทรัพย์แบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน Line ID @baania

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร