Baania
เลือกจังหวัด
ประเภทประกาศ
ประเภทอสังหา
ห้องนอน
ราคา

12 วิธีปลูกดาวเรืองไว้ดูก็ได้ ไว้ขายก็ดี

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

ต้นดาวเรือง มีคุณประโยชน์หลากหลาย ทั้งเป็นไม้ประดับบ้าน สวน หรือรั้ว ยังเป็นดอกไม้มงคลให้กับบ้านช่วยเสริมความรุ่งเรือง และยังสามารถสร้างรายได้เป็นเป็นกอบเป็นกำ จากดอกสีเหลืองเหล่านี้ ด้วยวิธีการปลูกดาวเรืองง่าย ๆ ตามขั้นตอนดังนี้

1. ดอกดาวเรือง

จาก Wikipedia ให้ข้อมูลว่า ดาวเรือง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tagetes erecta L. โดยภาษาท้องถิ่นเรียกว่า คำปู้จู้ (ในภาคเหนือ) นิยมปลูกตัดดอก เป็นดาวเรืองในกลุ่ม African หรือ American marigold เป็นพันธุ์ดอกใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่นำเข้ามาได้แก่ พันธุ์จาเมกาและอื่น ๆ อีกหลายพันธุ์ มีความเชื่อกันว่า ดาวเรืองเป็นดอกไม้มงคลจากสรวงสวรรค์ ปลูกไว้บ้านใดแล้วจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้ผู้อยู่อาศัย

ดอกดาวเรือง

2. สายพันธุ์

ดาวเรืองสามารถแบ่งออกได้ 5 ชนิดโดยอิงจากแหล่งกำเนิดคือ 

1. ดาวเรืองอเมริกัน (Tagetes erecta) จะมีลำต้นสูง 10-40 นิ้ว ออกดอกเป็นช่ออัดกันหนาจนมีทรงกลมมนให้ขนาด 3-4 นิ้ว มีสีเหลือง ขาว และส้ม 
2. ดาวเรืองฝรั่งเศส (Tagetes patula) มีลำต้นสูงไม่เกิน 12 นิ้ว ดอกมีทั้งแบบชั้นเดียวและดอกซ้อน ให้สี เหลือง ส้ม น้ำตาล (อาจไล่สีจากโคนออกมา) ขนาด 1.5 นิ้ว 
3. ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม (Nugget Marigolds) เป็นการผสมพันธุ์ระหว่าง ดาวเรืองอเมริกันและดาวเรืองฝรั่งเศส มักออกดอกเร็ว แข็งแรง ดอกใหญ่ และมีกลีบจำนวนมาก 
4. ดาวเรืองใบ (Foliage Marigold) มีใบสวยโดดเด่นกว่าดอก พุ่มต้นแน่น 
5. ดาวเรืองซิกเน็ต (Signet Marigold) เป็นพุ่มใหญ่ ต้นเตี้ย ดอกเล็กแต่ออกบ่อย กลีบดอกชั้นเดียว มักปลูกกันมากในยุโรป 

โดยพันธุ์ที่ใช้เป็นการค้าในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์ซอเวอริน (Soverign) เป็นดาวเรืองอเมริกัน ซึ่งมักนำไปใช้ในพิธีสำคัญทางศาสนาตั้งแต่ในประเทศเม็กซิโกจนมาถึงประเทศไทยจึงเป็นนิยมกันมาก ตามด้วยพันธุ์ทอรีดอร์ (Toreador) พันธุ์ดับเบิลอีเกิล (Double Eagle) และพันธุ์ดาวเรืองเกษตร ทั้งหมดนี้ทนสภาพอากาศของไทยได้ดี ปลูกง่าย ได้ผลผลิตมาก

สายพันธุ์

3. การเตรียมตัว

โดยลักษณะทั่วไปของต้นดาวเรืองนั้นชอบแดดจัด หากนำไปปลูกในบ้านควรเลือกมุมที่มีแสงแดดเข้าถึงในช่วงครึ่งวันบ่ายอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือตลอดวันจะยิ่งดี มีอากาศถ่ายเทสะดวก ดินที่ใช้ปลูกควรระบายน้ำได้ดี ดาวเรืองนิยมนำไปปลูกเป็นดอกไม้ประดับตามสวน รั้วรอบบ้านเนื่องจากมีดอกสีสดสวย บ้างก็ปลูกไว้ตรงขอบแปลงเพื่อใช้ป้องกันแมลงบางชนิด และยังนำไปขายต่อได้ โดยขนาดการปลูกต้นดาวเรืองสามารถทำได้ตั้งแต่พื้นที่เล็กจนทำเป็นไร่ ขึ้นอยู่ตามจุดประสงค์ของผู้ปลูก 

การเตรียมตัว

4. วิธีผสมดิน

ก่อนการผสมดิน ควรทดสอบค่ากรด-เบส (ค่า pH) ของดินก่อนว่ามีอยู่ที่เท่าใด สำหรับต้นดาวเรืองนั้นชอบดินที่มีความเป็นกรดเล็กน้อยโดยค่าอยู่ที่ 5.8-6.5 สามารถลงปูนขาวไว้ก่อนเพื่อปรับสภาพดินเป็นเวลา 1 วัน โดยการผสมดินเพื่อปลูกมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

สูตรที่ 1 ดินร่วนในอัตรา 1 ส่วน ต่อขุยมะพร้าวอัตรา 1 ส่วน ต่อแกลบดิบในอัตรา 1 ส่วน ต่อถ่านแกลบอัตรา 0.5 ส่วน ต่อปุ๋ยหมักอัตรา 0.5 ส่วน เป็นเตรียมดินสำหรับปลูกต้นไม้โดยทั่วไป สามารถนำไปใช้กับพืชชนิดอื่น ๆ ได้

สูตรที่ 2 ทรายใน 1 อัตรา ต่อขุยมะพร้าวอัตรา 2 ส่วน ต่อแกลบดิบอัตรา 2 ส่วน ต่อปุ๋ยคอกอัตรา 0.5 ส่วน เพื่อเน้นการระบายน้ำได้ดี แต่ต้องรดน้ำบ่อยครั้ง

สูตรที่ 3 ดินร่วนในอัตรา 1 ส่วน ต่อขุยมะพร้าวอัตรา 2 ส่วน ต่อแกลบดิบอัตรา 2 ส่วน ต่อปุ๋ยคอกอัตรา 0.5 ส่วน โดยเป็นสูตรสำหรับคงความชื้นของดิน เหมาะกับการปลูกไม้ประดับโดยเฉพาะ

วิธีผสมดิน

5. เพาะเมล็ด

การปลูกต้นดาวเรืองมักใช้เมล็ดเพราะเติบโตไวและให้ดอกมาก การเพาะเมล็ดดาวเรืองจะแบ่งได้ 2 แบบคือ 

1. การเพาะในตะกร้าพลาสติก เพียงนำสิ่งของในบ้านผู้ปลูกมาใช้ โดยเลือกตะกร้าที่เหมาะสมประมาณหนึ่ง (ถ้าเป็นทรงสี่เหลี่ยมจะยิ่งดี) นำกระดาษหนังสือพิมพ์มารองยาวขึ้นไปถึงขอบตะกร้าเพื่อป้องกันดินหล่น และลงดินตามสูตรที่เลือก ใช้ไม้บรรทัดตีเส้นตรงขนานกับตะกร้าให้มีระยะห่าง 3 เซนติเมตร ลึก 0.4-0.5 เซนติเมตร แล้ววางเมล็ดลงไปในร่องพอประมาณ กลบดิน และรดน้ำจนกว่าจะมีต้นกล้างอกขึ้นมาทุกเช้าเย็น

2. การเพาะในถาดหลุม ถือเป็นวิธีที่ง่าย ขั้นตอนน้อย เพียงซื้อถาดปลูกจากร้าน นำสูตรดินที่เลือกมาลง ทำร่องลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร วางเมล็ดพอประมาณ กลบดิน และรดน้ำจนกว่าจะมีต้นกล้างอกขึ้นมา

เพาะเมล็ด

6. ดูแลต้นกล้า

เมื่อมีต้นกล้างอกขึ้นมาสามารถนำพีทมอส (Peat moss) ใส่ลงบนดินเพิ่มเติมให้มีแร่ธาตุและสารอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นดาวเรือง เมื่อต้นกล้ามีอายุ 8-20 วันจึงเปลี่ยนเป็นปุ๋ยเกล็ดละลาย (สูตร 20-20-20) มาเจือจางกับน้ำในอัตราปุ๋ย 1 กรัมต่อน้ำ 2 ลิตร รดลงบนต้นกล้า 3 ครั้งต่อสัปดาห์  

ดูแลต้นกล้า

7. ย้ายต้นกล้าลงดิน

มักย้ายในช่วงเย็น เพื่อให้ต้นกล้ามีความชุ่มชื้นและปรับตัวได้ สามารถสังเกตได้จากใบจริงของต้นหากมี 3 คู่และมีอายุเฉลี่ย 18-20 วันจึงจะย้ายได้ โดยเตรียมพื้นที่เพาะปลูกเอาไว้ เช่น กระถาง ถุงดำ หรือพื้นดิน ซึ่งบริเวณรอบ ๆ ให้ใส่ดินตามสูตรที่เตรียมไว้ลงไปก่อน ทำช่องลงต้นกล้า 1 ต้นต่อหลุม และกลบดินให้ต่ำกว่าพื้นเล็กน้อย โคนต้นกล้าจะออกรากมายึดพื้นดิน การย้ายต้นกล้าควรทำอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้ต้นกล้าช้ำ หากต้องการให้ต้นดาวเรืองมีพุ่มที่สวยงามสามารถเด็ดยอดออกได้หลังจากย้ายไปลงดินแล้ว 5 วัน แต่จะใช้เวลาออกดอกนานขึ้น

ย้ายต้นกล้าลงดิน

8. การดูแล

ต้นดาวเรืองที่มีอายุ 25-70 วันยังจำเป็นต้องให้ปุ๋ยเกล็ดละลาย (สูตร 20-20-20) มาเจือจางกับน้ำในอัตราปุ๋ย 1.5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หากดินมีการระบายน้ำดี ควรใช้ปุ๋ยเคมีชนิดเม็ด (สูตร 16-16-16) แทน โดยมีอัตราส่วนของปุ๋ย 3 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร รดโคนต้นของดาวเรือง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับการใช้สารเคมีนั้นจำเป็นต้องป้องกันตัวทุกครั้ง เพื่อไม่ให้สัมผัสกับผิวผู้ใช้โดยตรงและอาจเกิดอันตรายได้

การดูแล

9. การเก็บเกี่ยว

ปกติต้นดาวเดือนจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 55-60 วันนับจากวันที่ปลูก โดยให้สังเกตที่ใจกลางของดอกจะมีสีเหลือง หรืออาจจะมีสีเขียวเล็กน้อย ทั้งนี้ก่อนการตัดดอกประมาณ 2-3 วัน ควรรดด้วยน้ำตาล โดยมีอัตราส่วนน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 7.5 ลิตร ตามบริเวณใบและก้านเพื่อให้มีความแข็งแรง การตัดให้ใช้กรรไกรตัดให้ติดที่โคนกิ่ง ดอกจะจับง่ายสวยงาม เมื่อตัดไปแล้วยังกลับมาตัดได้อีก 2-3 เดือน จึงจะลงปลูกต้นดาวเรืองได้ใหม่

การเก็บเกี่ยว

10. ประโยชน์

ทั้งต้นดาวเรืองมีประโยชน์มากมายในด้านประดับ รักษา บำรุง ป้องกัน จนกระทั่งค้าขาย โดยดอกของดาวเรือง มีความสวยงาม นิยมนำไปใส่ในแจกันทั้งก้าน สีเหลืองของดอกสอดคล้องกับศาสนา จึงนำไปทำพวงมาลัยและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ บ่อยครั้ง ดอกตากแห้งยังช่วยเพิ่มผลผลิต เมื่อนำไปผสมกับอาหารสัตว์ และกลิ่นฉุนของดอกดาวเรืองสามารถไล่แมลงได้ นอกจากนี้ รากของต้นดาวเรืองสามารถไล่ไส้เดือนฝอยที่อยู่ในดิน ทั้งต้นสามารถนำไปทำยา แก้ไอกรน หลอดลมอักเสบ เต้านมอักเสบ แก้ปวดฟัน และตาเจ็บได้

ประโยชน์

11. ฤดู

การปลูกต้นดาวเรือนสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลของประเทศไทย โดยนิยมปลูกมากในหน้าร้อน เนื่องจากเติบโตไว ทนแดด หรืออากาศร้อนได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องโรคและแมลงกว่าฤดูอื่น ๆ หากต้องการปลูกในฤดูฝน ควรระวังน้ำขังที่โคนต้น เพราะอาจทำให้ต้นดาวเรืองตายได้ หรือฤดูหนาว ความเย็นจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของต้น ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตช้าไปกว่าที่กำหนด  

ฤดู

12. ปัญหาที่พบเมื่อปลูกดาวเรือง

ดาวเรืองมักพบปัญหาโรคและแมลงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้นไม่งอกงามและด้อยประสิทธิภาพไป โดยแบ่งปัญหาออกเป็น 3 แบบ ได้ดังนี้

1. โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อราฟิวซาเรียม จะทำให้ต้นแคระแกร็น มีแผลที่โคนหรือลำต้นสีน้ำตาล กิ่งหักง่าย โรคดังกล่าวมักเกิดขึ้นในดินที่มีกรด อุณหภูมิโดยรอบอยู่ที่ 27-32 องศาเซลเซียส สามารถป้องกันด้วยการเปลี่ยนวัสดุปลูกให้สะอาด และฉีดยาเคมีจำกัดโรค สำหรับต้นที่ติดโรคแล้วให้ถอดทิ้ง เพื่อไม่ได้ระบาดไปสู่ต้นอื่น

2. เพลี้ยไฟ แมลงปากดูดขนาดเล็ก สีน้ำตาล ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน และทำให้ยอดใบอ่อนหงิกงอ มีรอยด้านสีน้ำตาลใต้ใบ มักเกิดในฤดูร้อน หรืออากาศแห้ง สามารถขับไล่ด้วยการนำน้ำรดต้นดาวเรืองไล่เพลี้ยออกไป หรือใช้สารเคมีพวก คาร์โบซัลแฟน  หรืออะบาเม็กตินฉีดป้องกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

3. แมลงวันหนอนชอนใบ หนอนสีดำขนาน 2 มิลลิเมตร มีแต้มสีเหลืองตามหน้าและขา จะเข้าไปกินน้ำเลี้ยงใต้ใบ ทำให้ใบมีลักษณะคดเคี้ยว ส่งผลให้ต้นดาวเรืองสังเคราะห์แสงยาก เกิดเชื้อโรคอื่นจากใบที่ถูกกิน วิธีจัดการและป้องกัน ให้วางกับดักกาวเพื่อล่อให้แมลงวันมาติด และใช้สารเคมีพวกอะบาเม็กตินหรือฟิโปรนิล ฉีดพ่นต้นดาวเรืองตอนเช้าทุกสัปดาห์

ปัญหา
วิธีการปลูกดาวเรืองนั้นทำได้ง่าย ดาวเรืองเป็นไม้พุ่มที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ปลูกง่าย ใช้เวลาเพียง 3 เดือนก็เห็นดอก และมีประโยชน์หลากหลาย ทั้งนี้ควรดูแลไม่ให้ต้นแฉะหรือมีน้ำขัง ควรใส่ปุ๋ยเพื่อให้ต้นดาวเรือนออกดอกชูช่อสีเหลืองเป็นทรงสวยงามด้วย 

บทความแนะนำ

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร