Baania
จังหวัด
ประเภทประกาศ
ประเภทอสังหาริมทรัพย์
จำนวนห้องนอน
ราคา

วิธีการซักพรมที่บ้านแบบง่าย ๆ

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

วิธีการซักพรม ถือเป็นการทำความสะอาดที่ช่วยเสริมให้บ้านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและน่าอยู่มากกว่าเดิม แต่หากกล่าวถึงเรื่องการทำความสะอาดแล้ว เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนคิดไม่ตก ว่าจะทำความสะอาดอย่างไรดี และมีหลาย ๆ คนถึงขั้นยกเลิกการทำความสะอาดพรมไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งจริง ๆ แล้วการดูแลรักษาพรมนั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด ละสามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำถึงวิธีการง่ายๆในการทำความสะอาดพรม และ ทุกท่านสามารถนำไปใช้ได้ทันที

วิธีการซักพรมมีวิธีการแบบไหนบ้าง

สำหรับการซักพรมนั้น ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือหาแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาด แต่ผู้ใช้งานสามารถทำได้ด้วยตนเองแบบง่าย ๆ โดยจะแบ่งการซักพรมเป็นสองประเภท ดังนี้

  • การซักพรมแบบเปียก

การซักพรมประเภทนี้จะต้องใช้อุปกรณ์คือน้ำยาซักพรมร่วมด้วย ให้นำน้ำยามาผสมกับน้ำสะอาดในปริมาณพอเหมาะ จากนั้นนำแปรงที่มีขนนุ่ม นำมาแปรงลงบนพรม ขัดเบา ๆ วนไปให้ทั่วจนกว่าจะสะอาด จากนั้นนำไปล้างน้ำเปล่าจนหมดคราบน้ำยา ขั้นตอนสุดท้ายคือนำไปผึ่งแดดให้แห้งสนิท สำหรับการซักแบบเปียกเหมาะกับพรมผืนไม่ใหญ่มากและมีน้ำหนักน้อย

  • การซักพรมแบบแห้ง

เหมาะกับพรมผืนใหญ่ที่อาจจะลอกมาซักไม่สะดวกมากนัก สำหรับการซักประเภทนี้จะใช้น้ำยาผงซักแห้งร่วมด้วย ให้เทน้ำยาผงซักแห้งไปบนบริเวณที่มีคราบสกปรก ถูวนเบาๆ และทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 นาที แล้วใช้แปรงขนนุ่มขัดเบา ๆ จากนั้นนำเครื่องดูดฝุ่นดูดคราบบนพรมออก ข้อควรระวังคือ การซักแบบแห้งอาจทิ้งรอยด่างไว้บนพรมบางประเภท อย่างเช่นพรมขนสัตว์ เป็นต้น

 วิธีการซักพรม

การซักพรม ควรทำความรู้จักประเภทของพรม 

สำหรับใครที่กำลังมองหาพรมสวย ๆ สักผืนมาใช้งานนั้น ควรทำความรู้จักพรมในแต่ละประเภทก่อน เพราะในปัจจุบันมีพรมหลากหลายวัสดุให้เลือกใช้

  • พรมไนลอน (Nylon)

เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หาซื้อง่ายและมีความทนทานสูง คุณสมบัติกันรอยขีดข่วน กันน้ำ กันเชื้อราและสารเคมีอันตราย พรมไนลอนค่อนข้างดูแลทำความสะอาดง่าย แต่ข้อควรระวังคือ หากนำไปโดนแสงแดดบ่อย ๆ สีของพรมจะซีดลง อายุการใช้งานนานประมาณ 12 – 15 ปี

  • พรมโพลีโพรไพลีน (Polypropylene)

คุณสมบัติของพรมลีโพรไพลีนคือ ป้องกันเชื้อรา รอยขีดข่วน ป้องกันน้ำและป้องกันพวกคราบสกปรกได้ดีกว่าพรมประเภทอื่น ๆ ทำความสะอาดไม่ยาก เหมาะกับบ้านที่ปูพรมพื้นในห้องที่มีการใช้งานหลายคน อย่างเช่น ห้องนั่งเล่น เป็นต้น ข้อดีของพรมโพลีโพรไฟลีนคือ มีราคาถูกและหาซื้อไม่ยาก

  • พรมโพลีเอสเตอร์ (Polyester)

ตัววัสดุจะคล้ายกับพรมโพลีโพรไฟลีน แต่จะนุ่มกว่าและให้ความรู้สึกถึงความหรูหรา คุณสมบัติสามารถป้องกันน้ำ กันคราบสกปรกได้ในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียของพรมประเภทนี้คือ ทำความสะอาดยาก และไม่เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีคนเยอะ ควรปูในห้องนอนหรือห้องครัว เป็นต้น พรมโพลีเอสเตอร์จะคล้ายกับพรมไนลอนคือ เมื่อโดดแดดเป็นเวลานานๆ จะทำให้สีซีดจางลง

  • พรมโพลีเอทิลีน (Polyethylene)

หากกำลังมองหาพรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องเลือกพรมโพลีเอทิลีนซึ่งผลิตจากฝากขวดรีไซเคิล จุดเด่นของพรมประเภทนี้คือ มีความสดใสของสีและความหลากหลายของเท็กซ์เจอร์ คุณสมบัติเด่นคือ ป้องกันคราบได้ดีกว่าพรมชนิดอื่น และไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้เนื่องจากผลิตจากพลาสติก แต่ข้อเสียคือเนื้อสัมผัสอาจไม่นุ่มเท่าพรมชนิดอื่น

  • พรมขนสัตว์ (Wool)

จัดว่าเป็นพรมที่ราคาแพงมากที่สุด เพราะทำจากขนสัตว์แท้ 100% ให้ความรู้สึกหรูหรานุ่มสบาย คุณสมบัติป้องกันคราบสกปรกต่าง ๆ ได้ดี จุดเด่นที่สุดของพรมขนสัตว์คือให้ความนุ่มสบายและมีความทนทานต่อการใช้งานสูง ข้อเสียคืออาจก่อภูมิแพ้ให้กับผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • พรมอะคริลิค(Acrylic)

เป็นพรมที่เลียนแบบพรมขนสัตว์แท้ ดังนั้นเนื้อสัมผัสจะมีความนุ่มสบายแต่ราคาถูกกว่า จุดเด่นของพรมอะคริลิคคือไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิต คุณสมบัติคือ กันความชื้น กันคราบสกปรก ส่วนข้อเสีย จะไม่ค่อยทนทานต่อการใช้งานมากนัก เหมาะที่จะใช้ปูพื้นห้องที่ไม่ค่อยมีผู้ใช้งาน

ประเภทของพรม

วิธีการดูแลรักษาพรม

เป็นขั้นตอนเบื้องต้นสำหรับบ้านที่มีพรมควรต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ สำหรับการดูแลรักษาพรมนั้นจะช่วยยืดเวลาการใช้งาน และทำให้พรมดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ

  • หมั่นกำจัดฝุ่นอยู่เสมอ

นอกจากเพื่อความสะอาดแล้ว ยังเพื่อสุขอนามัยที่ดีด้วย สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นจำกัดฝุ่นต่าง ๆ ที่ติดอยู่ในพรมได้ โดยควรทำอาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้งกำลังดี เมื่อดูดเป็นประจำ พรมก็จะสะอาดไม่ค่อยมีฝุ่นมาเกาะ ดีต่อสุขภาพของคนในบ้าน

  • อย่าทิ้งให้พรมมีกลิ่นอับ

กลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้น อาจจะไม่เป็นอันตรายโดยตรงต่อร่างกาย แต่อาจไม่ดีต่อสภาพอากาศในบ้านมากนัก ฉะนั้นไม่ควรให้พรมเปียกชื้นบ่อย ๆ เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับสะสม หากพรมเริ่มมีกลิ่น ให้เปิดหน้าต่างระบายอากาศอยู่เสมอ และสามารถใช้เบกกิ้งโซดามาโรยบนพรม ทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมงแล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ก็จะช่วยลดกลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์บนพรมได้

  • หลีกเลี่ยงการนำพรมไปตากแดด

พรมบางชนิดนั้นไวต่อแสง เมื่อตากแดดนาน ๆ จะทำให้สีซีดจางลงดูไม่น่าใช้งาน ฉะนั้นไม่ควรนำพรมไปตากช่วงที่แดดแรง ๆ แนะนำให้ตากในตอนเช้า ๆ ที่มีแดดอ่อนๆ หรือช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จะทำให้พรมมีสีสดใส และลดกลิ่นอับได้ในระดับหนึ่งโดยที่ไม่ต้องไปตากแดดแรง ๆ

  • รีบซับน้ำทันที หากทำเลอะ

อย่าปล่อยให้น้ำหรือของเหลวไหลไปบนพรมโดยที่ไม่ทำอะไรเลย เพราะจะกลายเป็นคราบสกปรกฝังแน่น จนทำความสะอาดยาก เมื่อทำน้ำ ชา กาแฟหรือของเหลวต่าง ๆ หกลงบนพรม ให้รีบนำผ้ามาซับออก ค่อย ๆ ซับและไม่ควรเช็ดเพราะจะเป็นการย้ำรอยเปื้อนให้กระจายตัว

วิธีการดูแลรักษาพรม

วิธีการซักพรม ทำได้ไม่ยาก สามารถเลือกได้ว่าต้องการซักแห้งหรือซักเปียกแล้วแต่ความสะดวก พร้อมกันนั้นก็ต้องหมั่นดูแลรักษาทำความสะอาดพรมอย่างสม่ำเสมอ พรมก็จะสวยงาม สะอาดและดูน่าใช้งานตลอดทั้งวัน

บทความแนะนำ

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร