เช็กลิสต์บ้านสั่งสร้าง

x
คลิกที่นี่ เพื่อฟังบทความ

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builders Association: HBA) รายงานตลาดรับสร้างบ้านปี 2561 มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 12,000 ล้าบาท เติบโตขึ้นจากปี 2560 จากมูลค่าตลาดที่ทำไว้ 11,000 ล้านบาท มาปีนี้ ในเชิงมูลค่าตลาดน่าจะโตได้อีก 5-8% หรือคิดเป็น 12,500 – 13,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมตลาดที่มีการสั่งสร้างบ้านจากผู้รับเหมารายย่อยๆ ทำให้เห็นว่านอกจากการมองหาบ้านในโครงการจัดสรร และคอนโดแล้ว ตลาดบ้านสั่งสร้างยังเต็มไปด้วยโอกาสอีกมากครับ

เหตุผลหลักๆ ที่ความนิยมของผู้ใช้บริการสร้างบ้านในอดีตมีค่อนข้างน้อย มาจากปัญหาที่ส่วนใหญ่พบเจอนั่นคือ เสร็จล่าช้ากว่ากำหนด ทิ้งงาน และงานที่ได้ไม่มีคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้

แล้วอะไรบ้างที่คนสั่งสร้างบ้านต้องใส่ใจและตรวจเช็กให้ดีเพื่อ “บ้านในฝัน”

เช็กประวัติการร้องเรียน

หากเป็นบ้านในโครงการจัดสรร แน่นอนว่ามีใบอนุญาตจัดสรร เลขที่โฉนดที่ดิน,ภาระผูกพันในที่ดิน เวลาที่ต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและอื่นๆอีกมากซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ซื้อบ้าน

ในส่วนของบ้านสั่งสร้าง อาจเริ่มต้นที่เช็กประวัติการร้องเรียนจาก สคบ.(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) หากพบย่อมเป็นจำกัดความเสียหายที่จะตามมาอีกมากหากเริ่มงานก่อสร้างกันไปแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปดูผลงานเก่าที่บริษัทนั้นๆ ทำเอาไว้ กระทู้และข้อร้องเรียนเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ “จ้าง” “ไม่จ้าง” ได้อย่างมาก

เริ่มที่การเลือกแบบบ้าน มีทั้งแบบบ้านมาตรฐาน และแบบบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ตามที่ต้องการ หรือในกรณีที่มีแบบบ้านอยู่แล้ว บริษัทรับสร้างบ้านส่วนใหญ่จะมีบริการให้คำปรึกษา ประเมินราคาไว้ให้อยู่แล้ว

หมั่นตรวจสอบความคืบหน้างาน

ในสัญญาต้องระบุการทำงานในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ชัด อย่างเช่น งานก่อสร้างจะเริ่มกี่วันนับตั้งแต่เริ่มทำสัญญา หากไม่สามารถเริ่มงานตอกเสาเข็มได้ภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ ผู้ว่าจ้างก่อสร้างบ้านย่อมมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา เป็นต้น

การเข้าตรวจเช็กในแต่ละช่วงเวลาที่งานแต่ละส่วนคืบหน้าไปแล้ว เช่น ตอกเสาเข็ม ไปจนถึงงานตกแต่ง เหล่านี้สำคัญอย่างมากครับ ควรให้เวลาและใส่ใจ ก่อนที่ปัญหาเกิดแล้วไปตามแก้ภายหลัง

เงินที่ต้องจ่าย

สัญญาว่าจ้างให้ก่อสร้างบ้านส่วนใหญ่ทำเป็นรายงวด จ่ายตามจำนวนงานที่ทำได้ ดังนั้นผู้ที่ต้องการสร้างบ้านในแบบนี้อาจต้องวางแผนและออมไว้เป็นเงินก้อน โดยที่แต่ละการชำระในสัญญาอาจต้องระบุให้ชัดว่า เป็นตัวเลขที่รวม VAT หรือไม่รวม  

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ต้องเช็กให้ดีก็คือ สเปกของวัสดุ  หรือที่เรียกว่า Bill of Quantity รายการวัสดุที่นำมาใช้พวกนี้จะทำให้เห็นว่าปลายทางแล้วเราจะได้บ้านที่มีคุณภาพแค่ไหน เคสที่ผ่านๆ มาปัญหามักเกิดกันตรงนี้ ตกลงกันแล้วแบบหนึ่งแต่เมื่องานแล้วเสร็จมีการลดสเปกวัสดุที่ใช้ติดตั้ง

หากเป็นบริษัทก่อสร้างมืออาชีพส่วนใหญ่ใช้ Bill of Quantity มาเป็นสัญญาแนบท้ายกับสัญญาว่าจ้างด้วย พร้อมด้วยรายละเอียดแบบบ้าน งานสถาปัตยกรรม งานโครงสร้าง งานระบบไฟฟ้า และสาธาณูปโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของบ้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ เหล่านี้ควรทำเป็นหนังสือไว้เสมอ

หนึ่งในข้อที่ไม่ควรพลาดก็คือ การกำหนด “ค่าปรับ” หากงานที่ทำอยู่เกิดความล่าช้า ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เช่น อาจกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์เอาไว้ อาทิ 0.01-0.05% ของค่างวดงานที่ยังไม่เสร็จ หรืออาจกำหนดค่าปรับเป็นรายวัน เป็นต้น

การลงรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คุณได้ “บ้านในฝัน” อย่างที่ตั้งใจครับ แต่ถ้าละเลยไปก็อาจสร้างปัญหากวนใจ เสียทั้งเงิน และเวลา ครับ

บทความแนะนำ

ประกาศยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โครงการยอดนิยม ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร