ลุยลงทุนอสังหาฯฉะเชิงเทรารับอีอีซี

ลุยลงทุนอสังหาฯฉะเชิงเทรารับอีอีซี

14 มีนาคม 2018

อสังหาฯฉะเชิงเทราเริ่มคึก ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทย-ต่างประเทศ ตบเท้าลงทุนโครงการอยู่อาศัย ค้าปลีก นิคมอุตฯ รองรับแผนพัฒนาเมืองใหม่

นายมงกุฎ  เตโชฬาร รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านพัฒนาทรัพย์สินแนวราบ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บริษัทได้ขยายการลงทุนโครงการบ้านแบรนด์เพฟ ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา  มูลค่าโครงการรวม 1,500 ล้านบาท เพื่อรอรับการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงปี 2561-2563  หลังจากได้ทำการศึกษาข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยจังหวัดฉะเชิงเทราในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2557-2560) พบว่า ส่วนใหญ่ตลาดบ้านแนวราบมีสัดส่วนมากสุดประมาณ 74%  และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 70%  

ดังนั้นเพื่อรองรับดีมานด์ที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเคลื่อนย้ายแหล่งงาน และการขยายตัวของการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโซนตะวันออก  ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้นและเกิดความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ในอนาคต จึงได้นำร่องเปิดโครงการแรก “เพฟ บ้านโพธิ์-ฉะเชิงเทรา วันที่ 24-25 มีนาคม สำหรับโครงการใหม่อีกแห่งจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้  

ทั้งนี้จากการเดินหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอีอีซี บริษทจึงมองทิศทางการลงทุนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออกมีทิศทางเป็นบวก และมีแนวโน้มการขยายตัวของดีมานด์ที่อยู่อาศัยในอนาคต เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกกำลังเป็นที่จับตามองของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยขณะนี้เริ่มมีผู้ประกอบการรายใหญ่ เริ่มทยอยเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

“พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ถือว่าเป็นทำเลที่เป็น Hub แห่งภาคตะวันออก มีจุดเด่นเรื่องเส้นทางที่เป็นใจกลางระหว่างการขนส่งจากภาคตะวันออกเข้าสู่กรุงเทพฯ และทำเลที่ตั้งอยู่บนเส้นถนนหลักรับมาจากมอเตอร์เวย์อีกทั้งยังเชื่อมได้ทั้งทางด่วนบูรพาวิถี พร้อมทั้งมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่จะมาเชื่อมต่อในอนาคตอันใกล้อีกด้วย”

สำหรับโครงการ เพฟ บ้านโพธิ์-ฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ติดถนนสุขุมวิท ฉะเชิงเทรา 314 เส้นหลักที่มุ่งหน้าเข้าตัวเมือง  มีพื้นที่โครงการกว่า 36 ไร่ มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท  จำนวน 144 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 168-217 ตร.ม. เริ่ม 4 ล้านบาทต้นๆ

นอกจากนี้ บริษัท คิง ไว กรุ๊ป (ประเทศไทย) บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากประเทศจีนมีแผนจะขยายการลงทุนไปในจังหวัดฉะเชิงเทราด้วยเช่นกัน โดยมีแผนจะพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนเนื้อที่เกือบๆ 2,000 ไร่ อยู่ที่ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จะพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย ศูนย์ดูแลสุขภาพ ศูนย์รองรับผู้สูงอายุ พื้นที่สันทนาการและการท่องเที่ยว รวมถึงศูนย์กระจายสินค้า โดจจะเริ่มพัฒนาเฟสแรก 300 ไร่ ใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท ใช้เวลา 5 ปี  

ขณะที่บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เตรียมที่จะลงทุนในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอีอีซี โดยจะพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส บนเนื้อที่ 79 ไร่เศษ ที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีทั้ง ย่านที่พักอาศัย ย่านพาณิชยกรรมและเขตเศรษฐกิจ สถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ คอมมิวนิตี้มอลล์ ตลาด outdoor จำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง และพื้นที่สีเขียว

ด้านกลุ่ม ซี.พี.แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ซี.พี. ได้เจรจาร่วมกับ บริษัท คันทรี่ การ์เด้นโฮลดิ้งส์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากประเทศจีน จะเข้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเมืองใหม่ใน.ฉะเชิงเทรา และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่าลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด  รายงานว่า มีนักลงทุนต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ให้ความสนใจการเข้าไปลงทุนในพื้นที่อีอีซี ทั้งคอนโดมิเนียม โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์และคอมมูนิตี้มอลล์ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทย เริ่มเข้าไปลงทุนในอีอีซีเพิ่มมาก เช่น บริษัท ศุภาลัย บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ล่าสุดคือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เข้าไปเปิดโครงการบ้านเดี่ยวที่จังหวัดฉะเชิงเทราและบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะเข้าไปลงทุนในระยอง ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินในอีอีซีปรับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก หรือประมาณ 2-5 เท่าจากเดิมอยู่ที่ประมาณ 3-5 ล้านบาท และคาดว่าหลังจากนี้ในพื้นที่อีอีซีจะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นมูลค่าไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี 

ทั้งนี้จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในจังหวัดอีอีซี ที่ถูกวางให้เป็นเมืองที่อยู่อาศัยรองรับคนจากกทม.ที่เข้าไปทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมในอีอีซี เชื่อมโยงด้วยรถไฟความเร็วสูง โดยมีมีแผนจะพัฒนาเมืองใหม่ในรูปแบบ "สมาร์ทซิตี้" เนื้อที่ 5,000 ไร่ โดยจะพัฒนาเป็นเฟสๆ ภายในเวลา 10-20 ปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 300,000-500,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มต้นจากการพื้นที่รอบสถานีฉะเชิงเทรา 300-400 ไร่

14 มีนาคม 2018